"พล.ต.ท.ศานิตย์" เปิดใจคดีวัยรุ่นทำร้ายคนพิการ "ถ้าไม่ใช่ลูกตำรวจ ไม่โดนจับง่ายๆ"

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงข่าวชี้แจงเหตุผลที่ตำรวจยังไม่แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไวก่อนกับกลุ่มวัยรุ่นที่ทำร้ายนายสมเกียรติ ศรีจันทร์ ชายพิการจนเสียชีวิต โดยยืนยันว่าพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะแจ้งข้อหานี้

พล.ต.ท.ศานิตย์แถลงข่าวภายหลังจากที่ทนายความและญาติของนายสมเกียรติเข้าร้องเรียน กับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้พนักงานสอบสวนนครบาลโชคชัยเพิ่มข้อหาพยายามฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

นายสมเกียรติ อายุ 36 ปี ชายขาพิการ อาชีพส่งขนมปัง ถูกกลุ่มวัยรุ่นทำร้ายโดยใช้มีดแทงจนเสียชีวิตช่วงเช้าวันที่ 1 พ.ค.2559 บริเวณหน้าร้านขนมปังหอม ซอยโชคชัย 4 แยก 69

คดีนี้ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวางเนื่องจากผู้เสียชีวิตเป็นผู้พิการ ขณะที่ผู้ต้องหาบางคนเป็นลูกตำรวจ ซึ่งทางญาติและทนายได้ตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงตำรวจจึงไม่แจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 7 คน ทำให้วันนี้ (16 พ.ค.) พล.ต.ท.ศานิตย์ต้องออกมาแถลงถึงเหตุผลและความคืบหน้าในการทำคดี พร้อมทั้งยืนยันว่าตำรวจทำคดีนี้อย่างรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

"ผมยืนยันว่าใครจะมาบิดเบือนข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ไม่ได้ หลังจากเกิดเหตุ ถ้าไม่ใช่ลูกตำรวจไม่โดนจับง่ายๆ หรอก เพราะในภาพวงจรปิดก็ไม่ชัดเจน แต่เพราะเขาเป็นลูกตำรวจ พอตำรวจไปบอกให้หยุดเขาก็หยุด และจับผู้ต้องหาได้ทั้ง 4 คน และตามจับผู้เกี่ยวข้องได้เพิ่มเติมในวันต่อมา และเราทราบว่าผู้ต้องหาคนหนึ่งเป็นลูกนายดาบอยู่ที่บางชัน อีกคนหนึ่งเป็นลูกตำรวจที่ สน.โชคชัย ซึ่งตำรวจก็ได้แจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าโดยเจตนา" พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าว

นอกจากข้อหาร่วมกันฆ่าโดยเจตนาแล้ว ตำรวจยังได้แจ้งข้อหาอื่นๆ กับกลุ่มวัยรุ่นด้วย เช่น บุกรุกเคหสถาน ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญและนำพาอาวุธไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

"ประเด็นที่มีข้อสงสัยว่ายังมีความผิดอื่นอีกหรือไม่ เราก็จะดำเนินคดีหมดไม่ว่าจะเป็นลูกหลานใคร ส่วนข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ถ้าข้อเท็จจริงไปถึง เราดำเนินคดีแน่นอน ซึ่งจริงๆ แล้ว ข้อหาร่วมกันฆ่าโดยเจตนากับฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมีอัตราโทษสูงสุดเท่ากัน คือ ประหารชีวิต แต่ข้อเท็จจริงแตกต่างกัน คำว่าไตร่ตรองไว้ก่อน คือ มีการเตรียมการมาก่อน" พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าว "ถ้าเราแจ้งข้อกล่าวหาเกินความเป็นจริงตามพฤติการณ์แห่งคดี ตำรวจจะถูกสังคมตราหน้าว่าเราไม่ใช่มืออาชีพ ทำงานตามกระแสสังคม แจ้งข้อกล่าวหาโดยปราศจากการใช้ดุลยพินิจที่เหมาะสม เพราะขณะนี้ตำรวจยังแสวงหาพยานหลักฐานข้อเท็จจริงอยู่ และผู้ต้องหาก็ให้การเพียงว่าถูกเรียกให้มาช่วยกันเฉยๆ ไม่ได้ให้มาฆ่า ถ้ามีหลักฐานชัดเจนเมื่อไหร่ เราจะแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนทันที"
กลับขึ้นด้านบน