นักวิจัยด้านระบบยาเสนอภาครัฐ ออกประกาศใช้คู่มือตรวจสอบสิทธิบัตร เเก้ปัญหาการเข้าถึงยา

นักวิจัยด้านระบบยาเสนอภาครัฐ ออกประกาศใช้คู่มือตรวจสอบสิทธิบัตร เเก้ปัญหาการเข้าถึงยา

นักวิจัยด้านระบบยาเสนอภาครัฐ ออกประกาศใช้คู่มือตรวจสอบสิทธิบัตร เเก้ปัญหาการเข้าถึงยา

รูปข่าว : นักวิจัยด้านระบบยาเสนอภาครัฐ ออกประกาศใช้คู่มือตรวจสอบสิทธิบัตร เเก้ปัญหาการเข้าถึงยา

นักวิจัยด้านระบบยาเสนอภาครัฐ ออกประกาศใช้คู่มือตรวจสอบสิทธิบัตร เเก้ปัญหาการเข้าถึงยา นักวิจัยด้านระบบยาเสนอภาครัฐ เร่งออกประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ใช้คู่มือตรวจสอบสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ยา เพื่อเเก้ปัญหาการกีดกันการเข้าถึงยา จากการขอจดสิทธิบัตรในลักษณะเเบบไม่มีที่สิ้นสุด หลังพบบริษัทยาข้ามชาติขอจดสิทธิบัตรในลักษณะดังกล่าวจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาของประชาชน

ในการประชุมนำเสนอผลวิจัย "สิทธิบัตรยาที่มีลักษณะ ไม่มีวันสิ้นสุดในประเทศไทย" หรือ Evergreening เครือข่ายนักวิจัยด้านระบบยาเเละระบบสาธารณสุข เปิดเผยข้อกังวลต่อปัญหาสิทธิบัตรยาของไทย ที่ยังขาดประสิทธิภาพ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาระงบประมาณเเละเป็นข้อจำกัดทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงยา

จากการวิจัยพบว่า การขอจดสิทธิบัตรลักษณะเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการบริโภคยา เเละตลาดยาของประเทศ ก่อนหน้านี้ ทีมวิจัยได้นำรายการยา 59 รายการ ที่มียอดการใช้สูงสุด นำไปวิเคราะห์ผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านยา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นคำขอรับสิทธิบัตรเเบบ Evergreening ที่ส่งผลให้มีการผูกขาดตลาด ตั้งเเต่ปี 2539-2571 คิดเป็นมูลค่าสะสมประมาณ 8,477 ล้านบาท

เเละหากพิจารณาเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้น ตั้งเเต่ปี 2539-2553 จะพบว่า ประเทศไทยเสียโอกาสในการประหยัดงบประมาณไปเเล้วถึง 1,177 ล้านบาท

รศ.ภญ.นุศราพร เกษสมบูรณ์ นักวิจัยด้านระบบยา ม.ขอนเเก่น ระบุว่าผลการวิจัย ยังพบว่า การขอจดสิทธิบัตรในลักษณะดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าของนักวิจัยไทยในการพัฒนาตัวยาใหม่ๆ เเละยังกีดกันยาชื่อสามัญเข้าสู่ตลาด ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงยา

กลยุทธ์ดังกล่าว ถูกใช้อย่างมากในประเทศที่ระบบสิทธิบัตรยาไม่มีคุณภาพ ซึ่งในปี 2550 องค์การอนามัยโลก ได้ทำเกณฑ์การตรวจสอบสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ยา สำหรับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตร เพื่อเป็นเเนวทางในการปฏิบัติ และพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์ยานั้น ควรได้รับสิทธิบัตรหรือไม่

ปัจจุบันมีผู้ขอรับสิทธิบัตรเเบบ Evergreening เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 84 จาก 2,188 คำขอ เพราะหวังที่จะได้รับการคุ้มครองต่อเนื่องอย่างน้อย 20 ปี เเละมีเเนวโน้มที่อาจได้รับการคุ้มครองมากกว่านั้น


กลับขึ้นด้านบน