ทนายฝ่ายกัมพูชา กล่าวหาไทยบิดเบือน ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ปี 1962

ทนายฝ่ายกัมพูชา กล่าวหาไทยบิดเบือน ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ปี 1962

ทนายฝ่ายกัมพูชา กล่าวหาไทยบิดเบือน ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ปี 1962

รูปข่าว : ทนายฝ่ายกัมพูชา กล่าวหาไทยบิดเบือน ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ปี 1962

ทนายฝ่ายกัมพูชา กล่าวหาไทยบิดเบือน ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ปี 1962 ถ้อยแถลงกัมพูชาอ้าง ไทยไม่ยอมถอนทหารออกจากพื้นที่ทับซ้อน และยังบ่ายเบี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

 ศาสตราจารย์ฌอง มาร์ค โซเรล (Prof.Jean-Marc  Sorel) อาจารย์ชาวฝรั่งเศส จากมหาวิทยาลัยปารีส ซึ่งเป็นทนายความฝ่ายกัมพูชา กล่าวอ้างว่า รัฐไทยตีความคำพิพากษาเข้าข้างตนเอง โดยใช้ท่าทีไม่เป็นมิตร ด้วยภาาาและคำพูดที่เสียดสี บิดเบือน เพื่อทำให้เห็นว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนของไทย ทั้งพยายามนำเรื่องเขตแดนและการพิพากษามารวมไว้เป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่เป็นคนละเรื่อง 

 
จากนั้นเซอร์ แฟรงคลิน เบอร์แมน ทนายคนที่สอง ชาวอังกฤษ ของฝ่ายกัมพูชา มาเสริมถึงกรณีตีความคำพิพากษา ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนว่าต้องให้มีการตีความซ้ำ ทั้งที่คำพิพากษาถือเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อต้องตีความก็อยากให้ศาลโลกพิพากษาให้ชัดเจน ถึงแนวทางปฏิบัตินับจากนี้ โดยฝ่ายกัมพูชาจะเน้นเรื่อง ผลบังคับใช้ตามคำพิพากษาว่า ต้องมีผลทางกฎหมาย ที่จะบังคับให้คู่กรณีดำเนินการตามคำตัดสิน ทั้งนี้ กัมพูชา ยินดีจะร่วมมือกับไทยในการตีความตามกฎหมายของศาลโลก นำไปสู่ แนวทางปฏิบัติตามคำพิพากษา ของศาลโลก เมื่อปี ค.ศ.1962  
 
เซอร์ แฟรงคลิน เบอร์แมน  กล่าวอีกว่า ไทยนั้นละเมิดคำพิพากษาศาลโลก เมื่อไม่ยอมถอนทหารออกจากพื้นที่พิพาท ไม่เคารพพันธกรณีคำตัดสิน ครั้งนี้ กัมพูชาจึงขอเรียกร้องให้ศาลโลก อธิบายและให้มีคำจำกัดความที่ชัดเจน เกี่ยวกับคำพิพากษา ปี1962 ว่าพื้นที่ตามคำพิพากษามีขอบเขตแค่ไหน อย่างไร? และการถอนทหารออกจากพื้นที่ กินพื้นที่บริเวณไหน ขอความชัดเจน ที่ผ่านมารัฐไทย ถอนทหารเหมือนกับไม่ได้ถอนกำลังออกไปเลย
 
 
 


กลับขึ้นด้านบน