"กล้านรงค์"โต้ โกงที่ดินสาวใหญ่ หลังโดนแฉผ่านยูทูบ

"กล้านรงค์"โต้ โกงที่ดินสาวใหญ่ หลังโดนแฉผ่านยูทูบ

"กล้านรงค์"โต้ โกงที่ดินสาวใหญ่ หลังโดนแฉผ่านยูทูบ

รูปข่าว : "กล้านรงค์"โต้ โกงที่ดินสาวใหญ่ หลังโดนแฉผ่านยูทูบ

 ภายหลังมีผู้หญิงรายหนึ่ง อ้างว่า ชื่อ"นางยมนา สุธาสมิธ" เรียกร้องให้ นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. และนางพันทิพา จันทิก ภรรยา ออกมารับผิดชอบ กรณี นางพันทิพา ยืมโฉนดที่ดินไปกู้ธนาคาร โดยออกเช็คให้หนึ่งฉบับเป็นจำนวน 1 ล้าน 9 แสนบาท เมื่อ 7 ปีที่แล้ว จากนั้นพบว่าที่ดินดังกล่าวถูกขายทอดตลาด และนางยมนา ถูกธนาคารฟ้องเป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อปี 2553

 ภัทราพร ตั๊นงาม  ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ว่า  เวลา 16.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ปปช.ชี้แจงโดยขอปฏิเสธว่า ชีวิตไม่เคยโกงใคร และไม่เคยเอาโฉนดของใคร หรือบุคคลนี้ มากู้หนี้ยืมสิน ข้อเท็จจริงคือ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2539 นางยมนา ได้ทำเรื่องถึง ผู้จัดการ ธนาคารทหารไทย สาขานครปฐม เพื่อขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน 

 
 ต่อมาวันเดียวกัน นางยมนา ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารทหารไทย นครปฐม โดยการทำธุรกรรมดังกล่าว ตกลงกันว่า จะเบิกเงินเกินบัญชีจากกระแสรายวัน ที่เปิดไว้เลขที่ 3521025241 จากนั้นได้ทำทรัพย์จำนองที่ดินเอง กับธนาคารทหารไทยไว้ เป็นหนี้ 1 ล้าน 9 แสนบาท โดยนางยมนา เป็นคนไปจำนองเอง เพื่อเบิกเงินเกินบัญชี และมีลายเซ็นนางยมนาเป็นผู้จำนองเอง 
 
จากนั้น บัญชีดังกล่าวที่เปิดเอาไว้ พบว่ามีการเบิกเงินจ่ายเงินเกินบัญชีมาตลอด ต่อมา ผู้จัดการธนาคารทหารไทย นครปฐม ซึ่งรู้จักกับนางยมนามาก่อน ได้ย้ายมาเป็นผู้จัดการธนาคารทหารไทย สาขาบรมราชชนนี และนางยมนา ได้ตามมาเปิดบัญชีที่สาขาบรมราชชนนี เลขที่ 0651006165 และก็มีการเบิกเงินเกินบัญชีมาตลอด
 
ต่อมา นางยมนา ได้ขอผ่อนปรนการชำระหนี้ เดิมทำสัญญาแค่ 1 ปี แต่ได้ขยายมาเรื่อย ขอผ่อนปรนการชำระหนี้ เดือนกรกฏาคม 2552 จากธนาคารทหารไทย บรมราชชนนี และบันทึกปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เมื่อ 22 กรกฏาคม 2552 โดยนางยมนาลงนามบันทึก เป็นลูกหนี้ และ ผู้จำนองด้วยตัวเอง และกำหนดว่า ปีที่หนึ่งและสอง ผ่อนเดือนละ สองหมื่นห้า จากนั้น ปีที่สามและสี่ ขอผ่อนเดือนละ สี่หมื่นแปดพันห้าร้อยบาท
 
แต่ไม่ได้ชำระเงิน ธนาคาร จึงยื่นฟ้อง ต่อศาลจังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2545 เรียกเงิน สองล้านแปดแสนกว่าบาท รวมดอกเบี้ยด้วย นางยมนา ได้ให้การสู้คดีซึ่งปรากฏตามคำให้การ วันที่ 2 มกราคม 2540 ไว้ใน 3 ประเด็น คือ หนึ่ง สู้ว่า การมอบอำนาจให้ดำเนินการคดีของโจทย์ไม่ถูกต้อง เพราะไม่เจาะจงว่าดำเนินคดีกับใครอย่างไร สอง ไม่เคยกู้เงินเลย เอกสารนั้นปลอมทั้งหมด และสาม สู้ว่าธนาคารคิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง ยอดเงินต่างกันอยู่กว่า 3 หมื่นบาท 
 
ต่อมาศาลพิพากษา วันที่ 5 สิงหาคม 2546 ว่า ที่จำเลยอ้างว่าไม่เคยกู้ยืมเงินเลยนั้น เห็นว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินจริง มีหลักฐาน มีบันทึกตกลงยอมรับการเป็นหนี้โจทย์ และทำบันทึกปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และยอมทำบันทึกผ่อนให้โจทย์เป็นรายเดือน ในที่สุด ศาลพิพาษาให้จำเลยชดเชยใช้เงินกว่า 2 ล้านบาท 
 
"เรื่องนี้ โจมตีผมมาตั้งแต่ปี 2546 โดยเอาเช็คฉบับหนึ่ง ซึ่งเป็นเช็คที่ภรรยาผมเซ็นไว้แต่ไม่ลงวันที่ เช็คฉบับนั้น เป็นเช็คที่ภรรยาผม ไม่เคยทำธุรกิจกับนางยมนา แต่ได้ทำธุรกิจร่วมกับผู้จัดการธนาคารทหารไทยนครปฐม ต่อมาด้านหลังของเช็ค ได้เขียนเอาไว้ว่า เอาไปประกันหนี้ มีการลงนามโดยผู้จัดการ ธนาคารทหารไทย นครปฐม.. ไม่ใช่ภรรยาผม 
ในระหว่างที่สู้คดีเมื่อปี 45 ถ้าเป็นจริงตามนั้น เช็คนี้ยังไม่หมดอายุความ สามารถที่จะฟ้องดำเนินคดีได้ แต่ไม่มีการพูดถึงเช็ค หรือดำเนินคดีแต่อย่างใดทั้งสิ้น การกล่าวหาว่าโกง หรือเอาที่ดินเค้ามา ซึ่งเอกสารทั้งหมดที่ให้สื่อมวลชน เป็นเรื่องที่นางยมนา เป็นผู้กู้เอง, เป็นผู้ทำสัญญาจำนองที่ดินเอง, เปิดบัญชีและรับเงินเอง หากภรรยาผม เป็นคนเอาเอกสารนั้นมา จะต้องมีชื่อภรรยาผมเป็นผู้กู้ และมีชื่อนางยมนาเป็นผู้ค้ำประกัน
 
"ชีวิตผม เป็นชีวิตที่ทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต อุทิศชีวิตทั้งชีวิตให้กับงานนี้ ..ผมรู้ดีกว่าการทำงานด้านนี้ มีแต่คนเกลียด เพราะชีวิตผม..ไม่เคยช่วยใคร..ไม่เคยแกล้งใคร แต่ผมถูกกล่าวหา และโจมตีมาตลอด แต่ผมอดทน เพราะคิดว่าเกิดมาแล้ว ก็ทำงานรับใช้แผ่นดิน ผมไม่เคยโต้แย้งหรืออะไรทั้งสิ้น  แม้บางครั้งเจ็บ บางครั้งปวด แต่ผมไม่เคยโต้แย้ง ถือว่า ทำงานตามหน้าที่ ชะตาชีวิตให้ผมเกิดมารับใช้ชาติ รับใช้แผ่นดิน อีกไม่กี่ปี ก็อายุครบ 70 ปี อยากฝากว่า การจะกล่าวหาบุคคลใด จะต้องชัดเจน มีคำพิพากษาของศาลยึดเป็นหลัก ถึงแม้สมมติว่ามีการกู้หนี้ยืมสินกันจริง แต่หากเจ้าหนี้ ไปทวงหนี้ โดยไม่ได้ทวงตามกระบวนการของกฎหมาย เช่น ปิดประกาศทวงหนี้ ตามถนน ก็เคยมีคำพิพากษาวินิฉัยว่าเป็นการหมิ่นประมาท  ยิ่งเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ผมกำลังให้ทนายความดูว่า เกิดความเสียหายหรือไม่ จากการที่นางยมนา เอาคลิปมาเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ และหากจะฟ้องกลับ ก็น่าจะเป็นคดีแรกที่จะฟ้อง แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจใดๆ นอกจากออกมาชี้แจงข้อเท็จริง" นายกล้านรงค์กล่าว
 
 
 
 
 
  
                        
 
 


กลับขึ้นด้านบน