รมว.คมนาคม ยืนยันรถไฟไทย-จีนเริ่มโครงการ พ.ค.นี้ เร่งตั้งบริษัทร่วมทุนและสัดส่วนลงทุน

รมว.คมนาคม ยืนยันรถไฟไทย-จีนเริ่มโครงการ พ.ค.นี้ เร่งตั้งบริษัทร่วมทุนและสัดส่วนลงทุน

รมว.คมนาคม ยืนยันรถไฟไทย-จีนเริ่มโครงการ พ.ค.นี้ เร่งตั้งบริษัทร่วมทุนและสัดส่วนลงทุน

รูปข่าว : รมว.คมนาคม ยืนยันรถไฟไทย-จีนเริ่มโครงการ พ.ค.นี้ เร่งตั้งบริษัทร่วมทุนและสัดส่วนลงทุน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมยืนยันโครงการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน จะเริ่มโครงการตามกำหนดการเดิมในเดือน พ.ค.นี้ ส่วนการประชุมกับจีนครั้งต่อไปจะเร่งเดินหน้าตั้งบริษัทร่วมทุนและสัดส่วนการลงทุนของ 2 ประเทศ

วันนี้ (25 ก.พ.2559) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสัมมนาเพื่อสร้างการรับรู้ข้อมูล ความเข้าใจ รับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของประชาชนต่อการพัฒนาโครงการรถไฟขนาดทางมาตรฐาน 1.435 เมตร ครั้งที่ 3 ซึ่งมีผู้แทนภาครัฐ เอกชน และประชาชนใน จ.ขอนแก่น เข้าร่วมมากกว่า 400 คน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า โครงการรถไฟไทย-จีน จะเดินหน้าโครงการต่อการต่อไป และจะเริ่มตอกเสาเข็มได้ในเดือน พ.ค.นี้ ตามกำหนดการเดิม ส่วนการประชุมหารือร่วมกับรัฐบาลจีน ครั้งที่ 10 ที่ประเทศจีนในช่วงต้นเดือน มี.ค.นี้ เพื่อหารือการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนก่อนการก่อสร้าง และพิจารณาสัดส่วนการลงทุน ซึ่งไทยได้ขอให้จีนลงทุนร้อยละ 60 ส่วนไทยลงทุนร้อยละ 40 ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหา เนื่องจากจีนมีข้อเสนอในเรื่องการได้สิทธิ 2 ข้างทางรถไฟ และรายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการ แต่ได้ยืนยันตั้งแต่ก่อนเริ่มลงนามความร่วมมือว่าไทยไม่สามารถทำได้ จึงจำเป็นต้องมีการหารือระหว่าง 2 ประเทศต่อไป

สำหรับการศึกษาเรื่องเส้นทาง ขณะนี้อยู่ระหว่างให้เหลือเพียงทางเดี่ยว ในการก่อสร้างช่วงที่ 4 เดิม คือเส้นทางนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 355 กิโลเมตร และจะชะลอการก่อสร้างทางช่วงที่ 2 เดิม คือเส้นทางแก่งคอย-มาบตาพุด ระยะทาง 246.5 กิโลเมตร ออกไปอยู่ในการลงทุนระยะที่ 2 เพราะจากการศึกษาพบว่ายังไม่มีความคุ้มทุน แม้ว่าการก่อสร้างบางช่วงจะเป็นทางเดี่ยว แต่ในอนาคตสามารถสร้างเพิ่มเป็นทางคู่ได้ หากมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น และทางเดี่ยวไม่ส่งผลต่อการให้บริการ

นายอาคม กล่าวถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องงบประมาณการก่อสร้างที่ไม่สอดคล้องกับการดำเนินการว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปมูลค่าของโครงการ และยังต้องศึกษาต่อไป แต่จะไม่เกินกรอบวงเงินที่ยอมรับได้แน่นอน และจะเน้นการใช้วัสดุในประเทศ ซึ่งการปรับแผนก่อสร้าง จะทำให้กรอบวงเงินที่จะใช้ในการก่อสร้างลดลงไปประมาณ 160,000 ล้านบาท

กลับขึ้นด้านบน