ม.44 ให้ สปสช.จัดซื้อยา-เวชภัณฑ์จำเป็น ถึงสิ้น ก.ย.นี้

ม.44 ให้ สปสช.จัดซื้อยา-เวชภัณฑ์จำเป็น ถึงสิ้น ก.ย.นี้

ม.44 ให้ สปสช.จัดซื้อยา-เวชภัณฑ์จำเป็น ถึงสิ้น ก.ย.นี้

รูปข่าว : ม.44 ให้ สปสช.จัดซื้อยา-เวชภัณฑ์จำเป็น ถึงสิ้น ก.ย.นี้

วันนี้ (13 ก.ย.2560) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่อง การบริหารจัดการยา เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ตามโครงการพิเศษของสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีรายละเอียดดังนี้

โดยที่การบริหารจัดการยา เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ตามโครงการพิเศษของสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ผ่านมา สามารถทําให้ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่จําเป็นต้องใช้ยาราคาแพงหรือต้องใช้ยาต้านพิษ ผู้ป่วยโรคไต อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการระบบดูแลผู้ป่วยและช่วยประหยัดงบประมาณทางการแพทย์ แต่เนื่องจากการดําเนินการดังกล่าวมีเหตุขัดข้องบางประการเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวมทั้งการจ่ายเงินกองทุน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการจัดหายา เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตามโครงการพิเศษที่ได้เคยดําเนินการมาแล้ว เนื่องจากได้รับการทักท้วงจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ ตรวจสอบ ซึ่งจะทําให้การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ตามโครงการพิเศษดังกล่าวไม่อาจทําได้อย่างทั่วถึง เช่นเคย ส่งผลกระทบต่อระบบบริการสาธารณสุขในภาพรวมของประเทศ ซึ่งแม้ในปัจจุบันจะมี ความพยายามในการแก้ไขปัญหาโดยเสนอให้มีการมอบอํานาจจากหน่วยบริการ และมีการแต่งตั้ง คณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยบริการ เพื่อให้การจัดหาและบริหารจัดการ งบประมาณในการจัดหายา เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นไปอย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ แต่จากการที่ได้มีการดําเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานแล้ว การที่จะเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการในระยะเวลาที่เหลือในปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ย่อมไม่อาจดําเนินการได้ จึงจําเป็นต้องกําหนดมาตรการในการบริหารจัดการขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการจัดหายา เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ตามโครงการพิเศษดังกล่าวข้างต้น เพื่อมิให้งานบริการสาธารณสุขต้องหยุดชะงักหรือล่าช้าออกไปจนส่งผลกระทบต่อการให้บริการด้านสุขภาพของประชาชน อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้

1.ให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมอบหมายให้สํานักงานหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติดําเนินการจัดหายา เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนให้แก่หน่วยบริการและเพื่อเป็นหลักประกันว่าหน่วยบริการจะมียา เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จําเป็นและเพียงพอไว้ให้บริการประชาชน การจัดหาตามวรรคหนึ่ง ให้ดําเนินการโดยใช้วิธีการซื้อ การซื้อเชื่อ หรือการยืม เฉพาะเท่าที่จําเป็น ตามโครงการพิเศษจากองค์การเภสัชกรรม ตามที่ได้เคยดําเนินการมาแล้ว จนถึงสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.2560

2.ให้องค์การเภสัชกรรมที่ขายหรือให้ยืมยา เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม หรืออุปกรณ์ ทางการแพทย์ ตามข้อ 1 มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามสัญญาหรือ ข้อตกลงหรือหนังสือยืมที่จัดทําไว้กับสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

3.ให้การจัดหาโดยการซื้อ การซื้อเชื่อ การยืม การตรวจรับ การควบคุม และการจําหน่ายยา เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ เฉพาะที่จําเป็นตามโครงการพิเศษ ที่คณะกรรมการ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือองค์กรอื่นที่ได้รับมอบหมาย จากสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ดําเนินการไปก่อนวันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ รวมทั้งการจ่ายเงิน กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นค่ายา เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกําหนด ซึ่งได้ดําเนินการไปแล้วโดยเปิดเผยและสุจริต ถือเป็นการปฏิบัติตามอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสํานักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และเป็นค่าใช้จ่ายของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามคําสั่งนี้ด้วย

4.ให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาแก้ไขกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาในการจัดหายา เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ อย่างเป็นระบบ ในระยะยาวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมทั้งจัดให้คณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยบริการ พิจารณากําหนดแนวทางการจัดหายา เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจน กําหนดมาตรการมิให้นําเงินที่ได้รับจากการจัดหาไปใช้ในการอื่นนอกจากการจัดหาตามข้อ 1 เพื่อให้การดําเนินการเป็นไปอย่างคุ้มค่า เหมาะสม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นประโยชน์ต่อระบบบริการ สาธารณสุขของประเทศ

5.ในกรณีเห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ แก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้

6.คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 13 ก.ย.2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน