ประกาศแขวนมาตรา 39 จัดเก็บค่าน้ำ-เหตุละเอียดอ่อนกระทบวงกว้าง

ประกาศแขวนมาตรา 39 จัดเก็บค่าน้ำ-เหตุละเอียดอ่อนกระทบวงกว้าง

ประกาศแขวนมาตรา 39 จัดเก็บค่าน้ำ-เหตุละเอียดอ่อนกระทบวงกว้าง

รูปข่าว : ประกาศแขวนมาตรา 39 จัดเก็บค่าน้ำ-เหตุละเอียดอ่อนกระทบวงกว้าง

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ..ประกาศแขวนมาตรา 39 การจัดเก็บค่าใช้น้ำ การแบ่งประเภทใช้น้ำแล้ว ยอมรับเรื่องละเอียดอ่อน หลังข่าวเก็บค่าน้ำเกษตรกรเพิ่มหากใช้น้ำสาธารณะไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลบ.ม. คาดกฎหมายอาจล่าช้าไม่ทัน ม.ค.2561

วันนี้(2 ต.ค.2560) พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ...กล่าวว่า ขณะนี้ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฯ แล้ว 95 มาตรา โดยแขวนมาตรา 39 ซึ่งเป็นประเด็นการจัดเก็บค่าใช้น้ำ การแบ่งประเภทการใช้น้ำไว้ก่อน เนื่องจากมีความละเอียดอ่อน กระทบประชาชนวงกว้าง จึงยังไม่มีข้อยุติใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่คาดว่ากฎหมายอาจจะมีผลบังคับใช้ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมในเดือนม.ค.2561 รวมทั้งยืนยันว่าไม่มีคำว่าภาษีน้ำ ในร่างกฎหมายฉบับนี้ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก 

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวจะบริหารทรัพยากรน้ำอย่างมีคุณภาพและเป็นธรรม โดยได้หารือกับรัฐมนตรี 2 กระทรวงคือพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ไม่เห็นด้วยกับการเก็บค่าน้ำกับเกษตรกรรายย่อย แต่จะมีการเก็บจากภาคอุตสาหกรรม

ขณะที่การกำหนดหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับการแบ่งประเภทเกษตรกรที่จะต้องเก็บค่าน้ำ เป็นเรื่องของกรมทรัพยากรน้ำ ที่จะไปร่างกฎกระทรวง เพื่อประกบกับร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยคณะกรรมาธิการฯ ยืนยันว่าจะไม่เขียนกฎหมายเหมือนเซ็นเช็กเปล่า แต่จะพิจารณารัฐธรรมนูญมาตรา 73 ที่บัญญัติให้ลดต้นทุนภาคการเกษตรมาประกอบด้วยว่าถ้ามีการเก็บค่าน้ำภาคการเกษตร จะขัดรัฐธรรมนูญมาตรานี้หรือไม่

ทส.ชี้ไม่กระทบเกษตรกรรายย่อย

ด้าน พล.อ.สุรศักดิ์ บอกว่า การจัดทำร่างกฎหมายฉบับนี้ได้แบ่งการทรัพยากรน้ำสาธารณะด้วยการจัดสรรน้ำเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการดํารงชีพ การอุปโภค-บริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตวเพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือนและการใช้น้ำในปริมาณเล็กน้อย ประเภทที่ 2 การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการเกษตร หรือการเลี้ยงสัตว์ เพื่อการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปา และกิจการอื่น และประเภทที่ 3 การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง

 

พล.อ.สุรศักดิ์ ยืนยันไม่มีการเก็บค่าน้ำส่วนที่นํามาใช้ยังชีพเพื่อให้มีรายได้พอสมควรดูแลครอบครัว โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย และอุตสาหกรรมขนาดเล็ก สำหรับกลุ่มที่จำเป็นต้องเก็บค่าใช้น้ำ คือ กลุ่มใช้น้ำเพื่ออุตสาหกรรม หรือการเกษตรเชิงพาณิชย์ การทําปศุสัตว์ จะเริ่มคิดค่าใช้น้ำมีเพดานไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร  กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมากขึ้นหรือเป็นภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท จะเริ่มคิดค่าใช้น้ำมีเพดานไม่เกิน 1-3 บาทต่อลูกบาศก์เมตร และสุดท้าย กลุ่มที่มีการใช้น้ำปริมาณมาก เช่น โรงงานไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จะเริ่มคิดค่าใช้น้ำมีเพดานไม่เกิน 3 บาทต่อลูกบาศก์เมตร โดยจะจัดลำดับการจัดสรรน้ำเริ่มจากกลุ่มที่ 1 ก่อน จากนั้นจะพิจารณากลุ่มที่ 2 และ 3 ถือเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศในอนาคตให้สมดุลและเพียงพอ

"วิษณุ"สั่งให้ชี้แจงความเข้าใจชาวบ้าน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.. ยังไม่มีผลบังคับใช้ยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขอให้สบายใจว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งประธานกรรมาธิการวิสามัญฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมายืนยันตรงกันว่า ไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าว และจะมีการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างเป็นทางการต่อไป เนื่องจากการพูดในภาพรวมทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ดังนั้นจะต้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เร่งชี้แจง เพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน ว่าผู้ที่ใช้น้ำมากจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ส่วนผู้ที่ใช้น้ำน้อยไม่ถึงตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ผู้ที่ทำให้ทรัพยากรเป็นพิษและใช้มากก็ต้องรับผิดชอบมาก ซึ่งอาจจะรับผิดชอบในรูปแบบอย่างไรจะพิจารณาต่อไป เช่นเดียวกับลักษณะการจัดเก็บภาษี ที่จัดเก็บตามอัตราก้าวหน้า

อ่านข่าวเพิ่มเติม

เก็บค่าใช้น้ำ “เกษตรกร”ไม่เกิน 50 สตางค์ ต่อลบ.ม.

"วรศาสน์" ยืนยันร่าง พ.ร.บ.น้ำไม่เรียกเก็บค่าน้ำเกษตรกร

กลับขึ้นด้านบน