กองทัพปฏิเสธซื้อดาวเทียมใหม่ 91,000 ล้านบาท

กองทัพปฏิเสธซื้อดาวเทียมใหม่ 91,000 ล้านบาท

กองทัพปฏิเสธซื้อดาวเทียมใหม่ 91,000 ล้านบาท

รูปข่าว : กองทัพปฏิเสธซื้อดาวเทียมใหม่ 91,000 ล้านบาท

ผบ.ทบ.ยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ที่กองทัพจะจัดซื้อดาวเทียมดวงใหม่มูลค่า 91,000 ล้านบาท และยอมรับว่าสภากลาโหมมีความจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางรองรับหลังดาวเทียมไทยคมหมดสัญญาสัมปทานในปี 2564

หลังจากกองทัพถูกตั้งข้อสังเกตการพิจารณาจัดหาดาวเทียมใหม่ทดแทนดาวเทียมไทยคมที่กำลังจะหมดสัญญาสัมปทานอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพประชาชน

ล่าสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาทผู้บัญชาการทหารบก ย้ำว่า ปัจจุบันมีการใช้ดาวเทียม 2 ส่วนคือดาวเทียมธีออส เพื่อการสำรวจถ่ายภาพ และดาวเทียมไทยคม เพื่อการสื่อสาร ซึ่งเซ็นสัญญามาตั้งแต่ปี 2534 และกำลังจะหมดสัญญาในปี 2564โดยสภากลาโหมตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาแนวทางรองรับหลังหมดสัญญา

ทั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับประชาชนทุกภาคส่วน ไม่ใช่เพื่อการทหารเพียงอย่างเดียว และเป็นไปไม่ได้ที่จะจัดซื้อดาวเทียมใหม่มูลค่า 91,000 ล้านบาท ส่วนการยกระดับสัญญาจากผู้ใช้งานสู่การเป็นผู้ควบคุมดาวเทียมนั้น อาจทำให้เกิดประโยชน์ในการใช้ดาวเทียมได้มากขึ้น

ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์ย้ำให้กองทัพชี้แจงเหตุผลความจำเป็นให้ชัดเจนหากจะผลักดันจัดหาดาวเทียมทีเออจากสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพบข้อมูลประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) และผู้บริหารในระดับสูงในรัฐบาลเดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อลงนามเกี่ยวกับความร่วมมือพัฒนาดาวเทียมทีเออมาแล้ว

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การลงนามในลักษณะเป็นหนังสือสัญญาที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือ การค้าการลงทุนของประเทศ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน ตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ 2560 รวมทั้งเกรงว่าจะเกิดความซ้ำซ้อนกับโครงการการพัฒนาดาวเทียมสำรวจธีออส 2 งบประมาณ 7,800 ล้านบาท และโครงการดาวเทียมขนาดเล็กเพื่อความมั่นคงร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง งบประมาณ 1,000 ล้านบาท

ทางสมาคมฯเตรียมยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในวันพรุ่งนี้ (7 มิ.ย.) เพื่อขอให้พิจารณาไต่สวนว่า เป็นการจงใจที่จะปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่

กองทัพย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมีดาวเทียมดวงใหม่ เพื่อนำมาทดแทนดาวเทียมไทยคมที่กำลังจะหมดสัญญาสัมปทานในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ดาวเทียมทหาร หรือ ดาวเทียมจารกรรม พร้อมเตือนนายศรีสุวรรณ จรรยา หากให้ข้อมูลบิดเบือนอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและยืนยันด้วยว่าดาวเทียมที่อยู่ระหว่างการศึกษาจะต้องยึดโยงในเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะด้านความมั่นคง และเศรษฐกิจ และสิ่งสำคัญคือจะไม่กระทบกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน

กำลังกลายเป็นประเด็นเมื่อนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกมาคัดค้านการจัดซื้อดาวเทียมดวงใหม่ เพราะนอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินชีวิตของประชาชนแล้ว ยังเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ และต้องใช้งบประมาณกว่า 91,000 ล้านบาทนั้น

ล่าสุด พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ชี้แจงถึงความจำเป็นที่จะต้องนำมาทดแทนดาวเทียมดวงเก่าที่กำลังจะหมดสัมปทานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ก่อนที่จะระบุถึงการจัดซื้อดาวเทียมดวงใหม่จะต้องตอบโจทย์ในเรื่องผลประโยชน์กับประเทศ ทั้งเรื่องความมั่งคง และเศรษฐกิจ

พล.อ.ธารไชยยันต์ ยังชี้แจงถึงข้อวิตกกังวลถึงการจารกรรมข้อมูล หรือ การสอดแนม เพราะทุกระบบมีทั้งระบบป้องกันและระบบใช้ประโยชน์ และมีข้อจำกัดอยู่ในตัวไม่สามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง นอกจากนี้โครงการดาวเทียมมีการศึกษามาตั้งแต่สมัยของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะมีการพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ ในนามของศูนย์อากาศกระทรวงกลาโหม และยืนยันการจัดหาดาวเทียมจะเป็นการร่วมทุนกับภาคเอกชนไม่ใช่ของทางทหารเพียงอย่างเดียว

ขณะที่ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยัน กระทรวงกลาโหมไม่มีแนวความคิดจัดทำโครงการดาวเทียมทหาร หรือ ดาวเทียมจารกรรมสอดแนม ดังนั้นอยากเตือนคนที่ให้ข้อมูลบิดเบือนต้องระมัดระวังเพราะเกรงจะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ และขอร้องอย่าให้ข้อมูลจนทำให้เกิดความเข้าใจผิด และนำไปเชื่อมโยงเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่เกินจริง และอยากให้ประชาชนเชื่อมั่นในข้อเท็จจริงของภาครัฐ

กลับขึ้นด้านบน