5 อันดับอาหาร "ไขมันทรานส์สูง" เสี่ยงโรคหัวใจ

5 อันดับอาหาร "ไขมันทรานส์สูง" เสี่ยงโรคหัวใจ

5 อันดับอาหาร "ไขมันทรานส์สูง" เสี่ยงโรคหัวใจ

รูปข่าว : 5 อันดับอาหาร "ไขมันทรานส์สูง" เสี่ยงโรคหัวใจ

รู้จัก 5 อันดับอาหารใกล้ตัวที่มี "ไขมันทรานส์"สูงเกินมาตรฐาน เช่น มาการีน คุกกี้ ขนมเบเกอรี่ต่างๆ โดยผู้ที่บริโภคในปริมาณมาก เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ล่าสุด ราชกิจจานุเบกษาประกาศห้ามผลิต จำหน่าย และนำเข้าในอีก 6 เดือนข้างหน้า

วันนี้ (16 ก.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศห้ามผลิต จำหน่าย และนำเข้ากรดไขมันทรานส์ มีผลบังคับใช้อีก 180 วันหรือ 6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจนว่าส่งผลต่อความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือด 

สำหรับไขมันทรานส์มีอยู่ 2 ชนิด คือ ไขมันทรานส์จากธรรมชาติซึ่งพบได้ในสัตว์เคี้ยวเอื้อง หรือสัตว์สี่กระเพาะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์จำพวกนี้มีโอกาสที่จะเจอไขมันทรานส์ตามธรรมชาติได้ เช่น นม เนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ติดมัน แต่จะพบในปริมาณที่น้อยมาก 

ส่วนอีกชนิด คือ ไขมันทรานส์ที่เกิดจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเข้าไปในน้ำมันพืชซึ่งกระบวนการดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้น เพื่อทดแทนการใช้ไขมันสัตว์ที่มีปริมาณไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันหมู เนื่องจากไขมันอิ่มตัวเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดคอเลสเตอรอล โดยกระบวนการเติมไฮโดรเจนดังกล่าวช่วยให้คุณสมบัติของน้ำมันพืช จากเดิมที่มีสภาพเป็นของเหลว เปลี่ยนเป็นแข็งตัวมากขึ้น อีกทั้งช่วยเพิ่มความคงตัวของอุณหภูมิ ทำให้น้ำมันมีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการทอด จึงมีอาหารหลายชนิดใช้ไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ เช่น เนยขาว มาการีน คุกกี้ และขนมเบเกอรี่ต่างๆ

5 อันดับ อาหารมีไขมันทรานส์มากที่สุด

ศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ และหัวหน้าโครงการวิจัยการสำรวจ สถานการณ์การปนเปื้อนของกรดไขมันชนิดทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศไทย สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยผลสำรวจปริมาณไขมันทรานส์ในอาหารและผลิตภัณฑ์อาหาร โดยการสุ่มตัวอย่าง จำนวน 162 ตัวอย่าง พบว่า อาหารที่มีการปนเปื้อนไขมันทรานส์เป็นอันดับต้นๆ ได้แก่

  1. มาการีน พบว่ามีปริมาณไขมันทรานส์ 0.08 – 15.32 กรัมต่อ 100 กรัม
  2. โดนัททอด พบว่ามีปริมาณไขมันทรานส์ 0.02-5.14 กรัมต่อ 100 กรัม
  3. พาย พบว่ามีปริมาณไขมันทรานส์ 0.03 – 4.39 กรัมต่อ 100กรัม
  4. พัฟและเพสตรี พบว่ามีปริมาณไขมันทรานส์ 0.01 – 2.46 กรัมต่อ 100 กรัม
  5. เวเฟอร์ช็อกโกแลต พบว่ามีปริมาณไขมันทรานส์ 0.06 – 6.24 กรัมต่อ 100กรัม 

ซึ่งการบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์มากเกินไปจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยก่อนหน้านี้ องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา ประกาศห้ามใช้น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ในการผลิตอาหาร เนื่องจากได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าไม่ปลอดภัยสำหรับการบริโภค ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น แคนาดา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ก็มีการออกกฎให้ระบุปริมาณของกรดไขมันทรานส์ไว้บนฉลากโภชนาการเช่นกัน รวมถึงการให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการจำกัดการบริโภคอาหารที่มีกรดไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบด้วย

วิจัยชี้ "ไขมันทรานส์" เสี่ยงโรคหัวใจ-หลอดเลือด

ขณะที่ รศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การบริโภคไขมันทรานส์ส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด มีรายงานวิจัยพบว่า การให้ผู้เข้าร่วมทดลองบริโภคไขมันทรานส์แทนการบริโภคไขมันอิ่มตัวเพียงร้อยละ 1 ของพลังงาน พบระดับคอเลสเตอรอลไม่ดีสูงขึ้น ในขณะที่ระดับคอเลสเตอรอลดีต่ำลง

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบว่า การบริโภคไขมันทรานส์แทนคาร์โบไฮเดรตเพียงร้อยละ 2 ของพลังงาน จะมีความเสี่ยงสูงถึงร้อยละ 23 ที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงก็มีงานวิจัยของประเทศเดนมาร์ก พบว่า การบริโภคไขมันทรานส์น้อยลงมีความสัมพันธ์กับการลดลงของอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจทั้งในกลุ่มเพศชายและเพศหญิง

โดยมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการบริโภคไขมันทรานส์ที่เกิดจากกระบวนการอุตสาหกรรมทำให้เกิดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้นร้อยละ 18 และเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณร้อยละ 42 ในขณะที่การบริโภคไขมันทรานส์ที่มาจากแหล่งธรรมชาติไม่มีผลต่อการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด

ด้วยเหตุนี้จึงควรบริโภคไขมันทรานส์ในปริมาณที่เหมาะสมซึ่งองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ และองค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคไขมันทรานส์ ไม่เกิน 2.2 กรัมต่อวัน หรือ 0.5 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค

 

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ห้ามผลิต-จำหน่าย-นำเข้า "ไขมันทรานส์"มีผลอีก 6 เดือน

 

กลับขึ้นด้านบน