Insight : ฆาตกรรมอำพราง ตอน 2 รถ...ที่หายไป

Insight : ฆาตกรรมอำพราง ตอน 2 รถ...ที่หายไป

Insight : ฆาตกรรมอำพราง ตอน 2 รถ...ที่หายไป

รูปข่าว : Insight : ฆาตกรรมอำพราง ตอน 2 รถ...ที่หายไป

เปิดเบื้องหลังฆาตกรรมอำพราง สามี-ภรรยา จ.แพร่ ตอน 2 รถ...ที่หายไป

การที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์มาสอบปากคำได้แล้ว เช่นเดียวกับ 3 ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมอำพรางที่ถูกจับกุมและให้การรับสารภาพ โดยทั้ง 2 คดี ยังอยู่ระหว่างการสืบพยานเพิ่ม ในตอนที่ 2 นี้ผู้เขียนจึงเล่าเฉพาะคดีลักทรัพย์ (รถที่หายไป) ตามลำดับวันเวลาว่าเกิดอะไรขึ้น โดยจะขอเล่าให้เห็นภาพจากสิ่งที่เกิดต้นทาง แต่จะไม่เจาะลึกถึงเส้นทางและคนปลายทาง แม้จะติดร่างแหไปด้วย

อ่าน Insight : ฆาตกรรมอำพราง ตอน 1 เหตุ…ไม่เป็นปกติ

อ่าน Insight : ฆาตกรรมอำพราง ตอน 3 ฆ่า...ฝังดิน

ย้อนไป 18 กันยายน 2561

นายสม หนึ่งในคนงานเล่าว่า ครึ่งวันเช้า นายฝรั่ง (อลัน) นางหน็อต นายล้วน (คนงาน) และตน ไปขนหญ้าที่นอกหมู่บ้าน ช่วงบ่ายกลับมาเก็บมะนาว และลางสาดในสวน เพื่อเตรียมนำไปฝากให้คนสนิทที่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 19 ทั้งวัน นายสมระบุว่า เขาไม่เห็นนายหนัตมาทำงาน แต่ก็ไม่ได้สนใจ

ช่วง 14.00 น. ของวันที่ 18 กันยายน 2561 นายหนัต ซึ่งเป็นพี่ชายของนางหน็อต ขี่จักรยานยนต์มาหาตนที่บ้าน วานให้ช่วยหาคนรับจำนำรถกระบะสีขาว นายหนัตบอกว่าต้องการเงิน 3 แสนบาท อ้างว่าเป็นของตน แต่เมื่อนายสิทธิ์ติดต่อกับคนรับจำนำ ให้ได้แค่ 1 แสน นายหนัตบอกว่าได้น้อย จึงรบเร้าให้ตน หาคนมาซื้อแทนเพราะต้องการเงิน จึงติดต่อให้คุยกับพ่อค้ารถใน อ.สูงเม่น จ.แพร่ ซึ่งนายหนัตก็เคยรู้จัก ก่อนจะแยกย้าย (คำให้การ 24 กันยายน 2561)

นายสมเล่าว่า ช่วงประมาณ 16.30 น. ก่อนเลิกงาน นายฝรั่งและนางหน็อต เรียกให้ขึ้นจากสวน เพื่อสอนวิธีให้อาหารสุนัขที่เลี้ยงไว้ นางหน็อตบอกว่าพรุ่งนี้จะไปรักษาดวงตา ที่ จ.เชียงใหม่ ออกเดินทางสายๆ ราว 09.00 น. - 10.00 น. สั่งตนและนายล้วน เพื่อนคนงานอีกคน ให้มาแต่เช้า และช่วงค่ำให้มานอนเฝ้าที่บ้าน 1 คืน (คืนวันที่ 19 กันยายน 2561) นี่…เป็นการพบเห็น 2 สามี-ภรรยาครั้งสุดท้าย

19 กันยายน 2561

เวลาประมาณ 06.00 น. กล้องวงจรปิดหน้าเทศบาลช่อแฮ บริเวณทางเข้า ซึ่งหันออกไปทางถนน สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวขณะรถกระบะ 4 ยี่ห้อฟอร์ด สีขาว ไม่เห็นเลขป้ายทะเบียน เชื่อว่าเป็นรถต้องสงสัยที่หายไป มุ่งหน้าไปบ้านกาดน้ำทอง ทั้งวัน ตำรวจประสานไปทุก สภ.ให้สกัดรถกระบะ 4 ประตู ยี่ห้อฟอร์ด ทะเบียน กต 3181 พร้อมกับหาข่าวเชิงลึก จากเต็นท์รถใน-นอกพื้นที่ รวมถึงบุคคลที่รับจำนำ (เถื่อน)

นายสิทธิ์ นายหน้าค้ารถ บอกกับตำรวจว่า เวลาประมาณ 07.00 น. นายหนัตขับรถกระบะสีขาว ยี่ห้อฟอร์ด ทะเบียน กต 3181 แพร่ ไปหาตนที่บ้าน และให้ช่วยหาคนขับเอารถไปส่ง เพื่อขายที่ จ.ลำพูน เนื่องจากติดต่อและตกลงกับคนที่จะซื้อได้แล้ว ตนจึงให้ติดต่อกับนายตู่ (บ้านถิ่น) ซึ่งเป็นพ่อค้าขายของเก่าใน ต.ป่าแดง โดยได้ทราบว่า แลกกับเงินค่าจ้าง 3 พันบาท นายตู่ตอบตกลงทันที

 

จากนั้นนายหนัตให้นายสิทธิ์ขับรถเก๋งของตนไปรับนายตู่ที่บ้าน แล้วให้ส่งไปเอารถยนต์ (ยาริส) สีดำ อีกคันที่บ้านนายหนัต โดย "ทิ้งรถกระบะสีขาว จอดไว้ที่บ้านนายสิทธิ์" ระหว่างทางจากบ้านนายหนัตมาที่บ้านของตน นายสิทธิ์ไม่เห็นนายหนัตขับรถตามมา ก่อนจะมาเปลี่ยนเอารถกระบะ 4 ประตูสีขาว ที่จอดไว้หน้าบ้าน นายตู่เป็นคนขับ ตนเป็นผู้โดยสาร การออกเดินทางตอนนั้นตนทราบเพียงว่าคนซื้อนัดที่ จ.ลำพูน แต่ยังไม่ทราบที่หมาย โดยนายหนัตจะขับรถตามไปและโทรบอกอีกครั้ง

เวลาประมาณ 11.00 น. - 12.00 น.

นายตู่ นายสิทธิ์ ซึ่งเดินทางด้วยรถกระบะสีขาว และนายหนัตที่ขับรถเก๋งสีดำ ถึงปลายทาง คือลาดจอดรถในห้างบิ๊กซี จ.ลำพูน นายตู่รอนายหนัตอยู่ที่รถเก๋ง หลังซื้อขายรถกระบะเสร็จ นายสิทธิ์แยกตัวไปหาเพื่อน (อยู่ อ.สูงเม่น มาคนละคัน อ้างว่านัดกันไปดูไม้ตะเคียนก่อนแล้ว) และจะกลับเอง นายหนัตจึงให้เงิน 7,000 บาท เป็นค่าช่วยให้มีการซื้อขาย ส่วนนายตู่กลับ จ.แพร่ กับรถนายหนัต

"นายสิทธิ์ยืนยัน ภายในรถไม่มีร่องรอยผิดปกติ หลังรถมีถุงมะนาว 3 ถุงกับลางสาด 1 เข่ง นายสิทธิ์ขอมะนาวลงไว้ที่บ้าน 2 ถุง อีก 1 ถุงและลางสาด ติดไปกับรถที่นำไปส่งขายที่ จ.ลำพูน" (คำให้การ 24 กันยายน 2561)

20 กันยายน 2561

แม่ของนายตู่ ซึ่งเป็นคนที่รับจ้างขับรถไปส่งให้คนซื้อที่ จ.ลำพูน บอกว่าลูกชายกลับถึงบ้านเวลา 08.00 น. โดยมีนายหนัตขับมาส่ง เมื่อกลับมาถึงก็นอนพักยาว ตนจึงไม่ได้คุยกับลูกชาย ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่า

แล้วระหว่างนั้น นายหนัต นายตู่ ไปไหน แล้วทำไมนายสิทธิ์ ถึงแยกตัวออกไปทั้งที่มาด้วยกัน เกิดอะไรที่ จ.ลำพูน และระหว่างทางที่กลับ?

แม่นายตู่ยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมานายตู่เคยขับรถนำไปส่งขายให้กับนายหน้ามาแล้วหลายครั้ง โดยจะดูเอกสารและเล่มทะเบียนรถทุกครั้ง ยกเว้นครั้งนี้ แต่ละครั้งจะได้ค่าจ้างราว 300 - 500 บาท เงินจำนวน 3,000 บาท สำหรับตนและลูกชายนับว่าเยอะมาก เพราะหากรับซื้อของเก่าและหักค่าน้ำมัน แต่ละวันจะเหลือแต่ไม่กี่ร้อย

หลายเดือนก่อน นายหนัตเคยพูดคุยด้วยว่าตกงาน อยากจะทำธุรกิจรับซื้อของเก่าจากตน และลูกชาย (นายตู่) แต่ก็ยังไม่เห็นมาหา (คำให้การ 24 กันยายน 2561)

21 กันยายน 2561

ตำรวจเรียกภรรยานายหนัตมาสอบปากคำ จึงทราบว่าก่อนหน้านี้ไม่นาน นายหนัตเคยมีปากเสียงกับนายอลันและพี่สาวจริง แต่ให้การว่าค่ำของวันที่ 18 ถึง เช้า 19 ก.ย. อยู่กับสามีตลอด

จากการสืบสวนเชิงลึก (ยังไม่มีการเปิดเผย) นายหนัตถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์ (รถ) เพราะเชื่อว่าน่าจะรู้เห็น จึงต้องการควบคุมตัวไว้ที่ สภ.พระธาตุช่อแฮ และเตรียมนำไปฝากขังที่ศาลจังหวัดในวันที่ 22 กันยายน 2561 แต่นายหนัตยังคงให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับหายตัวไปของนายอลันและน้องสาว

22 กันยายน 2561

เวลาประมาณ 09.00 น. ขณะตำรวจควบคุมตัวนายหนัตขึ้นรถ เพื่อเตรียมส่งไปฝากขังที่ศาลจังหวัดแพร่ นางติ๋ว ภรรยานายหนัต นำอาหารมาส่ง นายหนัตได้ต่อว่านางติ๋ว "ทำไมต้องบอกว่าเคยมีปากเสียงกับพี่สาวและนายอลัน ทำให้ตนต้องถูกเป็นผู้ต้องสงสัย"

การที่ตำรวจยังไม่มีหลักฐานชัดเจน ว่านายหนัตมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีลักทรัพย์ (รถ) และนายหนัตปฏิเสธในทุกข้อกล่าวหา จึงทำให้ศาลจังหวัดแพร่ พิจารณาอนุญาตให้ญาติใช้หลักทรัพย์ประกันตัวนายหนัตออกมาสู้คดี

แต่ข้อมูลจากการติดตามกล้องวงจรปิดของชุดสืบสวนสอบสวน จ.แพร่ พบเห็นรถคันที่สูญหายครั้งสุดท้ายในพื้นที่ อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย และมีภาพที่เห็นคนขับ ขณะลดกระจกลงที่ด่านตรวจแห่งหนึ่ง

23 กันยายน 2561

แม่นายตู่ (คนขับรถไปขาย) เล่าว่า ก่อนเวลา 07.00 น. “นายหนัต...ไปที่บ้านของนายสิทธิ์ (นายหน้าค้ารถ) ต่อว่าภรรยาของนายสิทธิ์ เหตุที่ไปบอกกับตำรวจว่ารู้เห็นการนำรถกระบะสีขาวไปขาย ก่อนจะมาหาตนที่บ้าน โดยนายหนั ได้ร้องขอว่าห้ามไปบอกใครทั้งสิ้น ว่าตนเป็นคนจ้างลูกชาย (นายตู่) ให้ขับรถไปขายเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2561 พร้อมกับขู่ว่า “ถ้าบอก..ลูกชายของตนจะติดคุกด้วย และนายหนัตจะถูกประหาร...ยายต้องช่วยผม” ตนจึงเริ่มมั่นใจว่ารถที่ลูกชายขับไปขายต้องมีปัญหา และการที่นายหนัตบอกว่าจะถูกประหาร ต้องเกิดเหตุร้ายกับคู่สามี-ภรรยา แล้ว

ประมาณ 13.00 น. ตำรวจได้รับการประสานจาก สภ.บางประอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ว่ามีผู้ที่ซื้อรถกระบะคันที่สูญหาย และนำรถมาคืนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่าถูกหลอก พร้อมกับซัดทอดคนที่นำมาขายและนายหน้า ตำรวจจึงประสานไปรับรถเพื่อนำมาพิสูจน์หลักฐาน ที่ สภ.พระธาตุช่อแฮ จ.แพร่

ช่วงเย็น ตำรวจติดต่อนายสิทธิ์และนายตู่มาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สภ.พระธาตุช่อแฮ โดยเช้าวันที่ 24 กันยายน 2561 นายสิทธิ์ นายตู่ และแม่นายตู่ ก็มาร่วมกันให้ปากคำ ทั้งหมดแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าถูกนายหนัตหลอก และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายอลันและนางหน็อต

ตำรวจจึงตั้งข้อหาลักทรัพย์กับนายสิทธิ์ นายตู่ และคนที่เกี่ยวข้องในการซื้อขาย ส่วนแม่ของนายตู่ กันไว้เป็นพยาน

ขณะที่การตรวจพิสูจน์ภายในรถ ตำรวจไม่พบร่อยรอยการต่อสู้แต่อย่างใด

ชั้นนี้ แม้จะยังไม่ทราบชะตากรรมของนายอลันและนางหน็อต แต่ตำรวจก็มั่นใจว่า หนึ่งในผู้มีส่วนรู้เห็นและอาจจะเป็นคนร้ายนั้นคือใคร เหลือเพียงพยานหลักฐานเพื่อมัดตัว

(เรื่องราวนี้เป็นเพียงคำบอกเล่าจากคนใกล้ชิด และการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งยังไม่มีการสรุปสำนวนคดีแต่อย่างใด)

พิเชษฐ์ ตัณติโรจนกุล ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส

กลับขึ้นด้านบน