ร.ร.เข้าตลาดหุ้นไม่ผิด ก.ล.ต.โยนหน่วยงานคุมค่าเทอมเอง

ร.ร.เข้าตลาดหุ้นไม่ผิด ก.ล.ต.โยนหน่วยงานคุมค่าเทอมเอง

ร.ร.เข้าตลาดหุ้นไม่ผิด ก.ล.ต.โยนหน่วยงานคุมค่าเทอมเอง

รูปข่าว : ร.ร.เข้าตลาดหุ้นไม่ผิด ก.ล.ต.โยนหน่วยงานคุมค่าเทอมเอง

เลขาธิการ ก.ล.ต.แจงสถาบันการศึกษาเข้าตลาดหุ้นได้หากหน่วยงานกำกับต้นสังกัดไม่ห้าม ชี้อาจส่งผลดีต่อการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการศึกษา ขณะที่นักวิชาการมองว่าต่อไปการศึกษาอาจกลายเป็นสินค้าและทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น

วันนี้ (28 พ.ย.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เอสไอเอสบี ในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ กำลังเป็นธุรกิจการศึกษาแห่งแรกที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะเปิดขายหุ้นแก่ประชาชนเป็นการทั่วไปวันแรก

นายรพี สุจริตกุล  เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.ระบุว่า ได้สอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช.ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับของสถาบันการศึกษาของเอกชนแล้ว ได้รับการยืนยันว่าไม่มีข้อห้ามโรงเรียนระดมทุนในตลาดหุ้น และไม่สามารถขัดขวางได้


เนื่องจากเป็นช่องทางระดมเงินทุนต้นทุนต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์ อาจส่งผลดีต่อการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการศึกษา และแม้ในต่างประเทศอาจไม่เห็นสถานศึกษาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากมีการจัดการศึกษาแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งแตกต่างจากไทย

ส่วนความกังวลว่าหากสถานศึกษาเข้าตลาดหุ้นจะส่งผลต่อการปรับขึ้นค่าเทอมหรือไม่นั้น เลขาธิการ ก.ล.ต.ระบุว่า เป็นหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลที่ต้องดำเนินการพร้อมย้ำว่าหากสถาบันการศึกษาใดจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถทำได้หากหน่วยงานกำกับต้นสังกัดไม่ห้าม และ ก.ล.ต.จะกำกับดูแลเหมือนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทุกแห่ง


ขณะที่นายภากร  ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าการเข้ามาของโรงเรียนนานาชาติ เป็นการดำเนินกิจการในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้งส์ ที่สามารถกระจายการลงทุนไปได้ในหลากหลายธุรกิจ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มีธุรกิจใหม่ๆ ในตลาดหุ้นไทย ขณะเดียวกันการเข้ามาในตลาดหุ้น ทำให้บริษัทจดทะเบียนต้องทำตามกฎระเบียบ โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส

ด้านนายจุติ  ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทบทวนการปล่อยให้สถานศึกษาเข้าตลาดหุ้น เพราะอาจเพิ่มความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งยังอาจกลายเป็นช่องทางหลบเลี่ยงภาษี เนื่องจากได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคล และยกเว้นภาษีเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรผู้ถือหุ้น

นักวิชาการแนะ "การศึกษา" อาจกลายเป็น "สินค้า"

ขณะที่ศาสตราจารย์สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็กเยาวชนและครอบครัว คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า โรงเรียนสามารถเข้าสู่ตลาดหุ้นได้ แต่หากมองเรื่องความเหมาะสมอาจจะต้องพิจารณาให้รอบคอบกว่านี้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรหารือร่วมกันเพื่อให้เกิดมุมมองที่หลากหลาย เพราะกรณีนี้หากนำเข้าตลาดหุ้นก็อาจจะเกิดปรากฎการณ์เกี่ยวกับการศึกษาที่เปลี่ยนไป ทำให้เรื่องการศึกษากลายเป็นเรื่องสินค้า บริการ การลงทุนและผลตอบแทนที่จะได้รับมากกว่าจะมองเป็นเรื่องของพัฒนาการเด็ก


ขณะเดียวกันยังมองว่าการนำโรงเรียนนานาชาติเข้าตลาดหุ้น ควรจะตระหนักเรื่องความเป็นไทย จริยธรรม และเรื่องความเหลื่อมล้ำที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และจะเป็นทางเลือกของชนชั้นกลางที่มีฐานะและชาวต่างชาติ

นอกจากนี้ยังมองว่าจะมีผลทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นหุ้นการศึกษา ส่วนโรงเรียนก็จะเน้นเรื่องการขยายสาขาเพิ่ม โดยเฉพาะหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ 

โรงเรียนทั่วไปจะไม่มีองค์ประกอบเหล่านี้ จนอาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งปัจจุบันเหลื่อมล้ำอยู่ 20 เท่า ในอนาคตอาจมากขึ้นเป็น 25-30 เท่า

 

 

กลับขึ้นด้านบน