เลือกตั้ง 2562 : นักธุรกิจ-นักลงทุนห่วงตั้งรัฐบาลช้าฉุดเศรษฐกิจไทย

เลือกตั้ง 2562 : นักธุรกิจ-นักลงทุนห่วงตั้งรัฐบาลช้าฉุดเศรษฐกิจไทย

เลือกตั้ง 2562 : นักธุรกิจ-นักลงทุนห่วงตั้งรัฐบาลช้าฉุดเศรษฐกิจไทย

รูปข่าว : เลือกตั้ง 2562 : นักธุรกิจ-นักลงทุนห่วงตั้งรัฐบาลช้าฉุดเศรษฐกิจไทย

ความคลุมเคลือในการจัดตั้งรัฐบาลส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่พรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 2 ฝั่งมีคะแนนเสียงใกล้เคียงกัน จึงอาจส่งผลกับเรื่องการอนุมัติงบประมาณด้วยเช่นกัน

วันนี้ (1 เม.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคการเมือง 2 พรรคใหญ่ที่กำลังช่วงชิงความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาล เริ่มถูกจับตามองจากนักธุรกิจและนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ที่ห่วงว่าหากจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศ แต่ที่น่ากังวลกว่าคือใครจะจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นมาได้ ซึ่งพรรคที่เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล 2 ฝั่งมีคะแนนเสียงใกล้กัน อาจทำให้เกิดภาวะที่ไม่สามารถอนุมัติอะไรได้ง่ายๆ และอายุรัฐบาลก็อาจไม่นาน

ขณะที่นักธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ได้คาดคิดว่าผลคะเเนนการเลือกตั้งจะออกมาแบบนี้ เมื่อรัฐบาลกับฝ่ายค้านมีเสียงใกล้เคียงกัน เสถียรภาพรัฐบาลจะไม่สูงมาก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการออกกฎหมาย รวมถึงการผลักดันกฎหมายงบประมาณต่างๆ

รศ.อภิชาต สถิตนิรมัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งสมมติฐานว่า หากพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำรัฐบาล อาจอยู่ในภาวะเสียงปริ่มน้ำและอาจมีอายุเพียง 6 หรือ 12 เดือนเท่านั้น ผลงานที่จะเกิดขึ้นได้อาจมีเพียงแค่การเเจก หรือมาตรการเฉพาะหน้าที่ได้สัญญาไว้ แต่ไม่เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การลดความเหลื่อมล้ำ ลดการผูกขาด และการปฏิรูปภาษี นอกจากนี้เศรษฐกิจขยายตัวไม่ต่างจากช่วงที่ผ่านมา โดยรายได้ไหลลงไปไม่ถึงด้านล่างของสังคมยังคงเหมือนเดิม

วิรไท สันติประภพ

วิรไท สันติประภพ

ขณะที่นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า ความไม่ชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล เป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทย หลังพบการเคลื่อนไหวในตลาดเงินตลาดทุนผันผวนมากขึ้น แต่หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว จะทำให้ทิศทางการขยายตัวของภาคเอกชนที่ดำเนินมาจะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุด

ด้านนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การชะลอของสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่และการชะลอลงทุน หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไป แต่คาดหวังให้รัฐบาลใหม่ เร่งสะสางงบลงทุนในช่วงรอยต่อปีงบประมาณ 2563 เพื่อรักษาความเชื่อมั่นภาคเอกชน

ในระหว่างที่กำลังรอรัฐบาลใหม่ ตลาดหุ้นจะมีความไม่แน่นอนในระยะสั้น ซึ่งในการเลือกตั้ง 16 ครั้ง ตั้งเเต่ปี 2519-2562 พบว่ามีเพียง 3 ครั้งที่หุ้นตกหลังเลือกตั้งในช่วง 1-5 วัน โดยครั้งที่ 3 ก็คือการเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา และหากพรรคการเมืองที่ได้คะแนนอันดับ 4 และอันดับ 5 ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ก็จะทำให้หุ้นร่วงไปอีก

 

ถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ รัฐบาลใหม่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจ เช่น การสานต่อนโยบายอีอีซี แต่ต้องมีการทบทวนความคุ้มค่าและความโปร่งใส รวมถึงการสร้างโอกาสทำมาหากินให้กับประชาชนและธุรกิจรายเล็ก ซึ่งนโยบายที่ควรเป็นเรื่องเเรกที่รัฐบาลทำ คือนโยบายด้านสวัสดิการและการอุดหนุน แต่เลือกที่สำคัญและไม่ก่อหนี้ เรื่องต่อมา ต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะปัญหาคนรวยที่สุด ร้อยละ 1 ของประเทศ

นอกจากนี้ยังต้องมีนโยบายสร้างโอกาสการทำมาหากินเพื่อกระจายการเติบโต ซึ่งต้องพัฒนาควบคู่ไปกับนโยบายพัฒนาพื้นที่ เช่น บุรีรัมย์โมเดล ซึ่งในระหว่างนี้ก็เป็นหน้าที่รัฐบาลปัจจุบัน ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อและรองรับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งปีนี้มีการประเมินเศรษฐกิจแล้วว่าจะโตต่ำกว่าปีก่อนคือไม่ถึงร้อยละ 4

กลับขึ้นด้านบน