สำเร็จ! บรรจุหลักสูตร “ความหลากหลายทางเพศ” ตั้งแต่ ป.1

สำเร็จ! บรรจุหลักสูตร “ความหลากหลายทางเพศ” ตั้งแต่ ป.1

สำเร็จ! บรรจุหลักสูตร “ความหลากหลายทางเพศ” ตั้งแต่ ป.1

รูปข่าว : สำเร็จ! บรรจุหลักสูตร “ความหลากหลายทางเพศ” ตั้งแต่ ป.1

เว็บไซต์ Change.org เผยแพร่แคมเปญรณรงค์ที่ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้บรรจุหลักสูตรเรื่อง “ความหลากหลายทางเพศ” ในหนังสือเรียน ตั้งแต่ ป.1 ซึ่งจะเริ่มใช้ในปีการศึกษานี้เทอมแรก

วันนี้ (18 พ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา Change.org เผยแพร่ข้อมูลยืนยันการรณรงค์ได้ประสบความสำเร็จ ในเรื่อง บรรจุหลักสูตรเรื่อง “ความหลากหลายทางเพศ” ในหนังสือเรียน ตั้งแต่ ป.1 โดยระบุว่า "หลังจากการต่อสู้ผลักดันอันยาวนาน ผ่านการประชุมหลายครั้งเพื่อทบทวนกรอบเนื้อหาเพศวิถีศึกษา & สุขภาวะทางเพศ ในหนังสือเรียนสุขศึกษาและพละศึกษา 

ผ่านคณะทำงานตรวจสอบหลักสูตรและหนังสือเรียนที่มีนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการอิสระจากภาคประชาสังคม ร่วมกับผู้เขียนของสำนักพิมพ์ และในวันนี้ เราทำสำเร็จแล้วครับ วันแห่งประวัติ ศาสตร์ที่จะต้องจารึก และเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

การเพิ่มเติมแก้ไขตำราแบบเรียนสุขศึกษาและพลศึกษาครอบคลุมตั้งแต่ชั้นป.1  จนถึงม.6 ทั้งหมด 12 ชั้นเรียน ในส่วนที่เรียนรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศทุกมิติ ตอนนี้สมบูรณ์แบบ 100% พร้อมใช้ในเทอมการศึกษาใหม่พ.ค.นี้

นายกิตตินันท์ ธรมธัช หรือที่หลายคนเรียกว่า แดนนี่ เดอะบีช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้าน"สิทธิและสุขภาวะ" ของคนหลากเพศ ผู้ตั้งแคมเปญณรงค์ ระบุว่า วันนี้เราทำสำเร็จแล้วครับ

ครั้งที่ผมต้องการต่อสู้เพื่อสิทธิของคนหลากเพศในสังคมไทยครับ ครั้งหนึ่งผมเห็นเนื้อหาในหนังสือสุขศึกษา ม.1 มีข้อความว่า “พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ นับว่าเป็นพฤติกรรมผิดปกติทางเพศ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม บางประเภทก็เป็นความผิดปกติที่ขัดต่อศีลธรรมหรือผิดกฎหมาย” เป็นที่มาให้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมไปร่วมแสดงความเห็นในรายการนโยบาย by ประชาชน ทางช่อง Thaipbs เสนอความคิดที่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ในวันนั้น เพราะหนทางแลดูยาวไกล กับความหวังจะให้บ้านเรามีหนังสือแบบเรียนที่สมบูรณ์ถูกต้อง และเข้าใจ กับประเด็น “ความหลากหลายทางเพศ”

แล้วผมได้ให้สัมภาษณ์ทางช่อง Thaipbs อีกครั้ง หลังจากการต่อสู้ผลักดันอันยาวนาน ผ่านการประชุมหลายครั้งเพื่อทบทวนกรอบเนื้อหาเพศวิถีศึกษา & สุขภาวะทางเพศ ในหนังสือเรียนสุขศึกษาและพละศึกษา ผ่านคณะทำงานตรวจสอบหลักสูตรและหนังสือเรียนที่มีนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการอิสระจากภาคประชาสังคม ร่วมกับผู้เขียนของสำนักพิมพ์ และในวันนี้ เราทำสำเร็จแล้วครับ

ขอบคุณแนวร่วมที่ทำให้สำเร็จ

ขอขอบคุณผู้ร่วมผลักดัน อาทิ ดร.วีรสิทธิ์ สิทธิไตรย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการคุณบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการ สพฐ.คุณนิจสุดา อภินันทาภาณ์ ผอ.สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. คุณพงศ์ธร จันทร์เลื่อน ผอ. มูลนิธิเอ็มพลัส ดร.กังวาฬ ฟองแก้ว อ.ภาควิชานิเทศศาสตร์ ม.บูรพา) ดร.ณัฑพร มโนใจ มูลนิธิเอ็มพลัสผศ.ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์ (นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา) คุณวิจิตร ว่องวารีทิพย์ นักวิชาการอิสระ คุณชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ผอ.มูลนิธิศักยภาพชุมชน คุณกิติพร บุญอ่ำ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คุณจิตติมา ภาณุเตชะ (ผอ.มูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพหญิง) ผศ.ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท สมาคมเพศวิถีศึกษา คุณอัญชนา สุวรรณานนท์ โครงการ AJWS) คุณแสงจันทร์ เมธาตระกูล มูลนิธิแพธทูเฮลท์

ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมกันผลักดันจนสำเร็จวันนี้ ที่สำคัญ ขอบคุณผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนบน Change.org ทุกท่าน แม้จะไม่ถึงหลักหมื่น แต่วันนี้พวกเราทำสำเร็จแล้ว เสียงของทุกคนมีความหมาย ไม่ว่าเราจะเป็นคนเล็กๆ คนธรรมดา หรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เราก็มีสิทธิมีเสียงที่จะช่วยให้สังคมนี้เติบโตไปอย่างสร้างสรรค์และยอมรับความแตกต่างของทุกคนครับ ขอให้เป็นเรื่องดีๆ สำหรับวันนี้นะครับ

 

3 เหตุผลที่รณรงค์ให้มีหลักสูตรตั้งแต่ชั้น ป.1

ก่อนหน้านี้ นายกิตตินันท์ ตั้งแคมเปญนี้ โดยให้เหตุผลว่า ในยุคที่คนในสังคมมีความหลากหลายทางเพศมากมาย แต่การต่อสู้เรื่องของความหลากหลายทางเพศกลับมีมาตลอดหลายยุคหลายสมัย ปัญหาสำคัญก็มาจากเรื่องของการ “ไม่มีความรู้” และ “ไม่มีความเข้าใจที่ถ่องแท้” เราไม่เข้าใจในเรื่องของสิทธิมนุษยชนของคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นเกย์ กระเทย ทอม ดี้ เลสเบี้ยน

พ่อแม่บอกให้ทุกคนไปศึกษาเล่าเรียนเพื่อมีความรู้ แต่พอจะต้องมีตำราให้เรียนเรื่องเพศ กลับไปมีตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปัญหาสืบเนื่องมาจากการที่ผมไปเจอหนังสือสุขศึกษา ม.1 โดยกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา มีหลักสูตรแกนกลางบอกว่า ม.1 จะต้องให้เรียนรู้เรื่องของความเบี่ยงเบนทางเพศ แต่ผมพบว่ากลับเป็นการเรียนรู้ในสิ่งที่มันผิด เช่น เนื้อหาที่ระบุในหนังสือสุขศึกษา ม.1 ระบุว่า “พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ นับว่าเป็นพฤติกรรมผิดปกติทางเพศ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม บางประเภทก็เป็นความผิดปกติที่ขัดต่อศีลธรรมหรือผิดกฎหมาย”

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเด็กได้เรียนรู้ผิดๆ แบบนี้ เมื่อมีเนื้อหาการเรียนรู้ที่ผิดแบบนี้ ก็ก่อให้เกิดปัญหาสังคม นำไปสู่การรณรงค์ต่อสู้มากมายต่างๆนานา ทั้งที่ความจริงแล้วปัญหาของคนหลากหลายทางเพศไม่ได้มีเลย คนที่มีความหลากหลายทางเพศ มันเกิดจากปัจจัยทางชีวภาพ มันเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ ไม่มีใครบังคับได้

 

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศ ถอดถอนคนลักษณะคนหลากหลายทางเพศออกจากกลุ่มที่ผิดปกติทางจิต สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน บอกว่า รสนิยมทางเพศระหว่างชายรักชาย หญิงรักหญิง คนรักได้ทั้ง 2 เพศไม่ใช่การเจ็บป่วยทางจิต ซึ่งเขียนแบบนี้มา 30 ปีแล้ว

ส่วนประเทศไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 30 บอกว่า ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน จะเลือกปฏิบัติโดยเชื้อชาติ ถิ่นกำเนิด ภาษา และ เพศ พิการ ไม่ได้ และ มีการบันทึกในเจตนารมณ์ให้หมายความรวมถึงอัตลักษณ์ทางเพศด้วย และเมื่อเร็วๆนี้ เราก็มี “พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558” เกิดขึ้น โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ตัวอย่างประกาศและกฎหมาย ทั้งต่างประเทศและทั้งประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงการเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศได้อย่างชัดเจนเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว คำถามก็คือ แล้วคนที่เขียนตำราเรื่องเพศในหนังสือเรียนไปอยู่ที่ไหนมา? “ไปเขียนตำราที่ดาวอังคารหรือยังไง?” “ไม่ได้เขียนตำรานี้กันบนโลกหรือยังไง?”

ดังนั้นจึงขอเสนอนโยบาย “ให้กระทรวงศึกษาธิการ บรรจุตำราและหลักสูตรเรียนเรื่องความหลากหลายทางเพศในสิ่งที่ถูกต้อง ตั้งแต่ ป.1”

  • ทำให้เด็กตั้งแต่ชั้น ป.1 ได้เข้าใจว่า เพศมีความหลากหลาย
  • ให้แก้ไขเรื่องหลักสูตรของตำราให้เรียบร้อยในชั้น มัธยมศึกษาปีที่1และให้สอดคล้องกับตำราเรียน ชั้น ป.1
  • ส่งเสริมเรื่องครู ให้มีเจตคติและให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศอย่างถ่องแท้

ถ้าทำได้แบบนี้ เมื่อเด็กๆได้เรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้องตั้งแต่ ป.1 เมื่อเขาเติบโตจนเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา ความหลากหลายทางเพศจะกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย เมื่อทุกคนพิจารณากันและกันโดยไม่มีเรื่องเพศที่แตกต่าง เข้ามาเกี่ยวข้อง คนจะมองกันที่ศักยภาพความสามารถของผู้นั้นอย่างแท้จริง และเราก็ไม่ต้องมีปัญหามารณรงค์ต่อสู้เรื่องนี้กันอีกต่อไป เพราะ “มันเสียเวลา!!!”

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน