กสทช.เตือนผู้ใช้มือถือค่ายทรูมูฟ-จีเอสเอ็ม1800เร่งย้ายออกเลี่ยงซิมดับ

กสทช.เตือนผู้ใช้มือถือค่ายทรูมูฟ-จีเอสเอ็ม1800เร่งย้ายออกเลี่ยงซิมดับ

กสทช.เตือนผู้ใช้มือถือค่ายทรูมูฟ-จีเอสเอ็ม1800เร่งย้ายออกเลี่ยงซิมดับ

รูปข่าว : กสทช.เตือนผู้ใช้มือถือค่ายทรูมูฟ-จีเอสเอ็ม1800เร่งย้ายออกเลี่ยงซิมดับ

กสทช.เตือนผู้ใช้มือถือค่ายทรูมูฟ-จีเอสเอ็ม1800เร่งย้ายออกเลี่ยงซิมดับ กสทช.เตือนผู้ใช้มือถืออีกกว่า 700,000 เลขหมายของค่ายทรูมูฟ และจีเอสเอ็ม 1800 เร่งย้ายออกก่อนวันที่ 17 กรกฎาคม 2558 เลี่ยงเจอปัญหาซิมดับ

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภค ในกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ เหลือเวลาประมาณ 1 เดือน จะครบกำหนดการขยายเวลาประกาศมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนย่านความถี่ 1800 MHz หรือมาตรการเยียวยาตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 94/2557 ที่ระบุให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่มีคำสั่งให้ชะลอการจัดประมูลคลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมเป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งคำสั่งจะครบกำหนดในวันที่ 17 กรกฎาคม 2558 
 
ขณะที่คณะทำงานติดตามและกำกับดูแลการดำเนินการตามมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวฯ ของสำนักงาน กสทช.รายงานว่า ปัจจุบัน มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2จี ของบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ใช้สัญญาณทรูมูฟค้างอยู่ในระบบกว่า 700,000 เลขหมาย ส่วนผู้ใช้บริการของบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด ผู้ให้บริการเครือข่าย "จีเอสเอ็ม 1800"  มีลูกค้าเหลืออยู่ประมาณ 2,700 เลขหมาย โดยมียอดเงินที่ค้างอยู่กับผู้ให้บริการรวมกันทั้งสิ้นกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งผู้ใช้บริการในส่วนนี้ หากไม่เร่งโอนย้ายออกจากระบบ พอถึงกำหนดก็จะประสบกับปัญหาซิมดับ หรือไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป
 
นพ.ประวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากแจ้งให้ผู้ใช้บริการของทั้งสองบริษัทดังกล่าวทราบว่า หากประสงค์จะใช้บริการเบอร์เดิมได้อย่างต่อเนื่อง ก็ต้องเร่งดำเนินการโอนย้ายหมายเลขโทรศัพท์ออกจากระบบไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ก่อนสิ้นสุดกำหนดระยะเวลา สำหรับคนที่ต้องการใช้บริการคงสิทธิเลขหมาย หรือย้ายค่ายเบอร์เดิม สามารถเลือกผู้ให้บริการรายใหม่ได้ตามความพึงพอใจ ไม่จำกัดว่าต้องโอนย้ายไปอยู่กับผู้ให้บริการใหม่ในเครือบริษัทเดิมเท่านั้น โดยสามารถติดต่อศูนย์ให้บริการลูกค้าของผู้ให้บริการรายใหม่ที่ต้องการโอนย้ายไปใช้บริการได้ทันที ซึ่งการโอนย้ายใช้เวลาไม่เกิน 3 วัน ส่วนผู้ยังไม่ได้ลงทะเบียนซิมการ์ด ก็จำเป็นต้องไปลงทะเบียนซิมการ์ดกับผู้ให้บริการรายเดิมเสียก่อน แล้วจึงสามารถติดต่อขอโอนย้ายเลขหมายได้
 
ทั้งนี้ ผู้ให้บริการแต่ละรายมีขีดความสามารถในการให้บริการคงสิทธิเลขหมายได้ไม่เกิน 60,000 เลขหมายต่อวัน  จึงไม่ต้องการให้ผู้ใช้บริการนิ่งนอนใจจนถึงนาทีสุดท้าย และควรเผื่อเวลาไว้มากกว่า 3 วัน หรืออย่างช้าไม่ควรเกินวันที่ 11 หรือ 12 กรกฎาคม เพราะถ้าไปติดต่อขอโอนย้ายแบบกระชั้น ถึงแม้จะก่อนวันที่มาตรการเยียวยาสิ้นสุด แต่หากในช่วงเวลานั้นมีผู้ขอโอนย้ายเกินขีดจำกัดของผู้ให้บริการ ก็จะเกิดปัญหาซิมดับอยู่ดี ส่วนในกรณีที่ผู้ใช้บริการไม่ต้องการใช้งานหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวอีกต่อไป ทางผู้ใช้บริการสามารถแจ้งปิดบริการ และขอเงินที่ค้างอยู่ในระบบทั้งหมดคืนได้ โดยกฎหมายกำหนดไว้ว่าผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องคืนเงินผู้ใช้บริการภายใน 30 วัน โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่าผู้ใช้บริการต้องขอเงินคืนภายในระยะเวลาเท่าใด และผู้ใช้บริการสามารถแจ้งความประสงค์ให้คืนเป็นเงินสด เช็ค หรือโอนผ่านบัญชีธนาคารก็ได้
 
อย่างไรก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดข้อมูลของผู้ใช้บริการในการไปขอเงินคืน หรือไม่ไว้ใจบริษัทว่าหากไปขอเงินคืนภายหลังที่ซิมดับ แล้วบริษัทจะแจ้งข้อมูลไม่ตรงกับยอดเงินที่เหลืออยู่จริงในระบบนั้น ผู้ใช้บริการสามารถใช้วิธีกดเช็คยอดเงินในคืนวันสุดท้ายก่อนที่สัญญาณโทรศัพท์จะไม่สามารถใช้งานได้ และหาทางเก็บเป็นหลักฐานข้อมูลไว้แสดงกับบริษัท แต่ถ้าจะให้ดี อยากแนะนำให้ไปปิดบริการล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วันหรือ 2 วัน โดยไปกดเช็กยอดเงินคงเหลือที่หน้าเคาน์เตอร์ของศูนย์บริการลูกค้าเลยก็ได้ หลังจากนั้นก็แสดงข้อมูลขอเงินคืนพร้อมกับปิดบริการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการโต้แย้งกันเรื่องจำนวนเงิน
 
 


กลับขึ้นด้านบน