มติ ก.ตร.ปรับปรุงหลักเกณฑ์แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ หวั่นเกิดปัญหาฟ้องร้อง-ซื้อขายตำแหน่ง

มติ ก.ตร.ปรับปรุงหลักเกณฑ์แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ หวั่นเกิดปัญหาฟ้องร้อง-ซื้อขายตำแหน่ง

มติ ก.ตร.ปรับปรุงหลักเกณฑ์แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ หวั่นเกิดปัญหาฟ้องร้อง-ซื้อขายตำแหน่ง

รูปข่าว : มติ ก.ตร.ปรับปรุงหลักเกณฑ์แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ หวั่นเกิดปัญหาฟ้องร้อง-ซื้อขายตำแหน่ง

ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีมติปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจให้มีความรอบคอบและมีความเป็นธรรมสูงสุด เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดปัญหาฟ้องร้องในการโยกย้าย หรือการซื้อขายตำแหน่ง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 30 วัน

วันนี้ (5 ม.ค.2559) พล.ต.อ.พงศพัศ พงศ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะพิจารณาการดำเนินการร่างกฎการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจฉบับใหม่ รองรับตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 44/2558 เปิดเผยว่า การประชุมในวันนี้สืบเนื่องมาจากการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจครั้งที่ 18/2558 เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2558 ที่ประชุมมีมติให้ปรับปรุงแก้ไขร่างกฎ ก.ตร.ให้มีความรอบคอบและมีความเป็นธรรมสูงสุดกับข้าราชการตำรวจทุกนาย เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดปัญหาฟ้องร้องในการโยกย้าย หรือการซื้อขายตำแหน่ง ทำให้ต้องเกิดการเยียวยาหลายตำแหน่ง กระทบต่อระบบงาน โดยต้องแล้วเสร็จภายใน 30 วัน

สำหรับการปรับปรุงแก้ไขกฎ ก.ตร.ในครั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน เพื่อเสนอให้ ก.ตร.พิจารณาในการประชุมครั้งถัดไป และหากที่ประชุมมีมติเห็นชอบทันก่อนการแต่งตั้งตำรวจตั้งแต่ระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการ ที่จะมีการแต่งตั้งในวาระประจำปี 2558 ก็จะมีการพิจารณาใช้กฎ ก.ตร.ใหม่ในการแต่งตั้งครั้งนี้ด้วย รวมทั้งจะพิจารณาตำแหน่งให้กับนายตำรวจยศระดับนายพลขึ้นไป แต่ไม่มีตำแหน่งหลัก โดยจะเพิ่มตำแหน่งเทียบเท่ารองผู้บัญชาการตำรวจที่ดูแลสายงานหลัก 4 คน และตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 8 คน

พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า การปรับปรุงกฎ ก.ตร.ครั้งนี้จะทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายมีความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากขึ้น ไม่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มบุคคลใดอย่างแน่นอน และไม่เป็นการเร่งรัดตามกระแสข่าวที่ระบุว่าจะมีการแต่งตั้งโยกย้ายนายพลนอกฤดูกาลในช่วงเดือน เม.ย.2559 แต่อย่างใด ส่วนการขยายเวลาการดำรงตำแหน่งนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการจนถึงรองสารวัตร เพื่อต้องการให้ข้าราชการมีประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่มากขึ้น รวมทั้งเมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งระดับนายพลจะทำให้มีโอกาสให้การเติบโต เพราะจะมีตำแหน่งที่เปิดว่างมากขึ้น

กลับขึ้นด้านบน