“ตลาด-โรงเรียน” ส่องความคิดและทำอย่างมีระบบ “ลดอุบัติเหตุ”

Thu, 13/10/2011 - 23:10
Printer-friendly version
Views: 731

ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ยานพาหนะของมนุษย์ อาทิ พฤติกรรมเมาแล้วขับ การใช้ความเร็วเกินพิกัด หรือความประมาท  ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางด้านชีวิต และทรัพย์สินตามมา

นอกจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุในขั้นต้นแล้ว ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่ควรมองข้าม คือการจัดระเบียบการจราจรบริเวณ 2 ฟากฝั่งถนนในชุมชน อาทิ การตีเส้นทางจราจรตามท้องถนน การจัดการกับตลาดริมทาง การจราจรบริเวณชุมชนโดยเฉพาะตามสถานศึกษาต่างๆ

จากผลสำรวจสถิติอุบัติเหตุบนทางหลวงของสำนักอำนวยความปลอดภัยทางถนน กรมทางหลวงพบว่า อุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับอันตรายข้างทางที่มีสัดส่วนสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

เพื่อหาจุดร่วม และนำเสนอจุดต่างในการป้องกันอุบัติเหตุในชุมชนร่วมกัน ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ องค์กรและภาคีเครือข่ายอุบัติเหตุทางถนน ได้ร่วมจัดเวทีเสวนา ผ่านรูปแบบเวทีเสวนาย่อยในหัวข้อ“เดินทางปลอดภัย ไม่ไกลเกินฝัน”กับการจัดการความปลอดภัยบริเวณสถานที่ที่มีการเดินทางสัญจรในชีวิตประจำวัน

โดยมีตัวแทนจากผู้ประกอบการตลาดริมทางหลวง ตัวแทนจากสถานศึกษา มาร่วมวงเสวนาใน 2 หัวข้อ ประกอบด้วย “ตลาดปลอดภัย...สร้างรายได้ด้วยการจัดการ”และ“ไปมาโรงเรียน สะดวกและปลอดภัย...ร่วมมือร่วมใจจัดระบบจราจร”

มาที่หัวข้อแรก“ตลาดปลอดภัย...สร้างรายได้ด้วยการจัดการ” มีตัวแทนสถานประกอบการ ตัวแทนจากตลาดริมทางหลวง ตลาดเร่ ที่ประสบความสำเร็จในการจัดการตลาดริมทางให้เกิดระบบระเบียบ ด้านภูมิทัศน์ ที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ มาร่วมวงเสวนา

นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ ผู้ประกอบการร้าน “โปรดปราณ” ตลาดเก่าปราณบุรี และนายโชดก วิริยะพงษ์ ตัวแทนผู้ประกอบการตลาดมายอง จ.ระยอง ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เนื่องจากพื้นที่จังหวัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ  จึงมักมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปและกลับจำนวนมาก สิ่งที่ตามมาและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็คือ ปัญหาเรื่องการจราจร รวมถึงการเกิดอุบัติเหตุที่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง พร้อมกันนี้ยังเคยมีประวัติ พ่อค้าแม่ค้าเคยรถยนต์พุ่งชนไปในร้านค้า มีทั้งเสียชีวิตและบาดเจ็บด้วย

จากปัญหาที่เกิดขึ้นตัวแทนจากตลาดริมทางทั้งสองพื้นที่ ได้เผยถึงการจัดระเบียบตลาดริมทางไว้อย่างน่าสนใจคือ ตลาดจำต้องมีที่จอดรถ ต้องมีการปรับภูมิทัศน์ทางเข้า มีโซนขายสินค้าชัดเจน มีห้องน้ำไว้บริการ พร้อมชี้ถึงผลเสียให้เหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ค้าได้รับรู้ ยกตัวอย่างเช่น  หากไม่ปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ ไม่มีที่จอดรถ หรือยังมีสายไฟระแกะระกะ รวมถึงห้องน้ำไม่มีไว้บริการ หรือจะยังขายของตามริมทางตามใจฉัน นอกจากไม่เกิดความเป็นระเบียบและความสวยงามน่าซื้อแล้ว อุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นตามมา รวมไปถึงรายได้ที่อาจลดน้อยลงด้วย

ตัวแทนผู้ประกอบการตลาดมายองยังชี้ด้วยว่า เริ่มแรก เราให้พวกเขาเหล่านี้มาขายในสถานที่ที่เราจัดให้ โดยให้มาขายฟรีๆ ไม่เสียค่าที่ เขายังไม่มาเลย แต่เมื่อชี้ถึงผลเสียประกอบกับเหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ค้าก็เจอกับประสบการณ์ตรง ทั้งรายได้ที่น้อยลงและการเกิดอุบัติเหตุ เหล่าบรรดาแม่ค้าพ่อค้าจึงมาหนุนร่วมกับเราในที่สุด ส่งผลให้นักท่องเที่ยวมาซื้อมากขึ้น รายได้ก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ขณะที่ผู้ประกอบการร้าน “โปรดปราณ” ตลาดเก่าปราณบุรี ได้ร่วมสะท้อนว่า “ตลาดริมทางจำเป็นต้องมี เพราะเราเป็นตลาดขายวิถีชีวิตที่สะท้อนถึงประเพณี วัฒนธรรม  แม้สภาพโลกยุคใหม่ เราจะสะกัดกั้นมันไม่ได้ แต่การพัฒนาสิ่งใหม่นั้น ไม่ควรทอดทิ้งสิ่งเก่า ที่สำคัญต้องผ่านการบริหารจัดการอย่างมีระบบ จะสามารถสร้างคุณค่า และรายได้ชนิดแบบยั่งยืน”

มาที่หัวข้อสนทนาที่สอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการจัดการชุมชน โดยเฉพาะการจราจรเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ในหัวข้อ “ไปมาโรงเรียน สะดวกและปลอดภัย...ร่วมมือร่วมใจจัดระบบจราจร” ผ่านบทเรียนการจัดการจราจรอย่างมีระบบของ “โรงเรียนหัวหินวิทยาลัย”โดยมีประเด็นการจัดการที่น่าสนใจคือ การอนุญาตให้รถผู้ปกครองที่มารับส่งนักเรียนสามารถเข้ามาส่งและรับภายในโรงเรียนได้ เพื่อการแก้ไขปัญหาการจราจรและการเกิดอุบัติเหตุ

นายสุวิทย์ เทียมทัด รองผอ.โรงเรียนหัวหินวิทยาลัย เปิดเผยถึงที่มาในการจัดทำโครงการว่า เริ่มแรกโรงเรียนหัวหินวิทยาลัยก็มีการจัดการจราจรเหมือนๆ กับโรงเรียนทั่วไป คือปิดประตูหน้าโรงเรียน ถ้ามีผู้ปกครองขับรถมารับมาส่ง ก็จะจอดตรงหน้าโรงเรียน ตรงนี้ส่งผลให้การจรจราจรติดขัดเป็นอย่างมาก เกิดทัศนวิสัยไม่ดีด้านการจราจร และส่งผลโดยตรงเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ จึงมาคิดว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไรดี และจากประสบการณ์ที่ไปดูงานในต่างประเทศพบว่า เขาให้ผู้ปกครองขับรถรับส่งภายในโรงเรียนเลย หรือบางประเทศ รถเขาจะจอดนอกเขตโรงเรียน แล้วให้นักเรียนเดินเท้าเข้ามา

จากประเด็นการดูงานในต่างประเทศที่ว่านี้ จึงเกิดแนวคิดมาปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้ โดยต้องเปิดประตูโรงเรียนทุกครั้งที่เปิดทำการเพื่อให้รถผู้ปกครองสามารถขับรถมาส่งนักเรียนภายในโรงเรียนได้ โดยทำแบบวันเวย์ แยกพื้นที่รถที่จอดรอ กับรถที่ส่งหรือรับอย่างเดียวออกจากกันชัดเจน ผลที่ตามมาคือ รถไม่ติดเหมือนก่อน ความเคลียดก็ไม่เกิดขึ้น ปัญหารถเฉี่ยวชนเด็กนักเรียนที่เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้งก็ไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว

รอง ผอ.โรงเรียนหัวหินวิทยาลัย ยังระบุทิ้งท้ายว่า โรงเรียนในพื้นที่ กทม. น่าจะนำแนวคิดนี้ไปทดลองใช้เพื่อแก้ปัญหาการจรจาจรที่ติดขัดอย่างหนัก

นับเป็นตัวอย่าง การมีส่วนร่วมและลงมือทำ  ที่การเดินทางปลอดภัยนับจากนี้ จะไม่ไกลเกินฝันอีกแล้ว

No votes yet