"สรยุทธ" อ่านข่าว "สรยุทธถูกตัดสินจำคุก" ใน "เรื่องเล่าเช้านี้"

เวลา 06.00 น. วันนี้ (1 มี.ค.2559) รายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" ซึ่งเป็นการออกอากาศครั้งแรกหลังจากศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกจำเลยทั้ง 4 ซึ่งรวมทั้งนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ในคดีทุจริตเงินค่าโฆษณา บมจ.อสมท โดยนายสรยุทธซึ่งเป็นพิธีกรได้อ่านข่าวศาลอาญาพิพากษาคดีของตนเองตามปกติ

รายงานข่าวนี้มีความยาวประมาณ 6.51 นาที พิธีกรรายการได้อ่านคำพิพากษาของศาล ซึ่งส่วนใหญ่พิธีกรหญิงจะเป็นผู้อ่านเนื้อหาคำพิพากษา ส่วนนายสรยุทธได้อ่านเนื้อหาข่าวในตอนต้นและตอนท้าย ซึ่งนายสรยุทธระบุว่าเขาและบริษัท ไร่ส้ม ที่เขาเป็นกรรมการผู้จัดการจะใช้สิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์

ข้อความในรายงานข่าวคดี บริษัท ไร่ส้ม ในรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" มีดังนี้

เมื่อวานนี้ (29 ก.พ.) เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), บริษัท ไร่ส้ม จำกัด, นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวและกรรมการผู้จัดการ บ.ไร่ส้ม และ น.ส.มณฑา ธีระเดช เจ้าหน้าที่ บ.ไร่ส้ม เป็นจำเลยที่ 1-4 ฐานเป็นพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองและผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นการเสียหายต่อองค์กร เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดว่าของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 8 และ 11

คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2548 - 28 เม.ย.2549 นางพิชชาภา (จำเลยที่ 1) พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการ "คุย คุ้ย ข่าว" ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลา เพื่อเรียกเก็บค่าโฆษณาเกินเวลาจากบริษัท ไร่ส้ม จำกัด (จำเลยที่ 2) รวม 17 ครั้ง ทำให้ บมจ. อสมท เสียหาย 138.79 ล้านบาท และยังได้เรียกรับเอาเงิน 658,996 บาท จากจำเลยที่ 2-4 เพื่อเป็นการตอบแทนที่นางพิชชาภาไม่รายงานการโฆษณา จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การร่วมผลิตรายการ บริษัท ไร่ส้ม ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต ส่วนนายสรยุทธ (จำเลยที่ 3) เป็นพิธีกรจัดรายการ ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรระบุชัดว่า ถ้ามีโฆษณาเกินกว่าส่วนแบ่ง บริษัท ไร่ส้ม ต้องขอซื้อโฆษณาส่วนเกินย้อนหลัง และชำระค่าโฆษณาเกินให้ บริษัท อสมท. จำกัด โดยบริษัท ไร่ส้ม ไม่มีสิทธิแบ่งค่าโฆษณาส่วนเกินคนละเท่าๆ กับ บริษัท อสมท. นอกจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังมีคำพิพากษาถึงที่สุด วินิจฉัยว่า บริษัท ไร่ส้ม จะต้องชำระค่าโฆษณาส่วนเกิน และไม่มีสิทธิได้รับส่วนลดทางการค้าปกติ ร้อยละ 30 จากโฆษณาส่วนเกิน 138.79 ล้านบาท เพราะบริษัท ไร่ส้ม เป็นฝายผิดสัญญา ขณะที่นางพิชชาภา มีหน้าที่จัดทำคิวโฆษณา แต่ไม่รายงานการโฆษณาที่เกินเวลาให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เป็นเหตุให้ อสมท. ได้รับความเสียหาย ตามความเห็นที่คณะกรรมการตรวจสอบทั้ง 2 ชุดที่ อสมท. ตั้งขึ้น

นอกจากนี้ นางพิชชาภายังใช้น้ำยาลบคำผิด ลบรายการโฆษณาที่เกินเวลาออกจากใบคิวโฆษณารวม แสดงถึงการปกปิดข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยเป็นพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์และรับเงินตามเช็คเป็นการต้องห้าม จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดว่าของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 8 และ 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ส่วนนายสรยุทธเป็นผู้มีอำนาจจัดการและเป็นพิธีกรจัดรายการมาโดยตลอด ดังนั้นนายสรยุทธน่าจะทราบเนื้อหางานเป็นอย่างดี การใช้เงิน แม้จะให้โดยเสน่หาแต่ไม่รายงานให้ทราบก็เป็นการสนับสนุน ในทางนำสืบ ศาลเห็นด้วยกับ ป.ป.ช.ว่าจำเลยจ่ายเช็คเพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการใด ทำให้หน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหาย การที่จำเลยที่ 2-4 นำเช็คไปมอบให้นางพิชชาภา ถือเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะการไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาของนางพิชชาภา ทำให้บริษัท ไร่ส้ม ได้รับประโยชน์ จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดของนางพิชชาภา แต่บริษัท ไร่ส้ม ได้ชำระค่าโฆษณาส่วนเกินจำนวน 138.79 ล้านบาทแก่ อสมท. แล้วจึงลงโทษสถานเบา

พิพากษาจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดว่าของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 8 และ 11
จำเลยที่ 2-4 มีความผิดฐานสนับสนุนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดว่าของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 8 และ 11
การกระทำของจำเลยทั้ง 4 เป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 6 เป็นบทที่มีโทษสูงสุด รวม 6 กระทง ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินอื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุกนางพิชชาภา (จำเลยที่ 1) กระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 30 ปี ปรับบริษัทไร่ส้ม (จำเลยที่ 2) กระทงละ 20,000 บาท รวมปรับ 120,000 บาท จำคุกนายสรยุทธ (จำเลยที่ 3) และ น.ส.มณฑา จำเลยที่ 4 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 20 ปี แต่ในทางนำสืบเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกนางพิชชาภา (จำเลยที่ 1) เป็นเวลา 20 ปี จำคุกนายสรยุทธ (จำเลยที่ 3) และ น.ส.มณฑา จำเลยที่ 4 คนละ 13 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 80,000 บาท ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 1,3 และ 4

ต่อมาจำเลยที่ 1, 3 และ 4 ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินคนละ 2 ล้านบาทเพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อจะสู้คดีต่อไปในระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งศาลได้พิจารณาคำร้องพร้อมกับหลักทรัพย์แล้ว เวลา 14.00 น.อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้งหมดในระหว่างอุทธรณ์คดี โดยตีราคาประกันคนละ 2 ล้านบาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามพวกจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล รวมทั้งให้พวกจำเลยมารายงานตัวต่อศาลทุก 30 วัน

ในช่วงท้ายของข่าว นายสรยุทธกล่าวสรุปว่า "นี่คือคำพิพากษาเมื่อวานนี้นะครับ ซึ่งก็คงอยู่ในความสนใจของท่านผู้ชมมาโดยตลอดจนกระทั่งศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวานนี้ ในส่วนของบริษัท ไร่ส้ม และผมเอง ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีนี้และศาลอาญามีคำพิพากษาในคดีนี้ก็เคารพในคำพิพากษา แต่ขั้นตอน กระบวนการ ผมกับบริษัทก็จะใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมในการต่อสู้คดีในขั้นตอนต่อไปก็คือในชั้นอุทธรณ์นะครับ"
กลับขึ้นด้านบน