"จตุพร" ชี้้ พ.ร.บ.ประชามติ "สร้างความหวาดกลัว"

วันที่ 24 เม.ย.2559 กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้แถลงจุดยืนทั้งต่อร่างรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำ นปช.ให้ความเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะส่งผลให้การเมืองการปกครองถอยหลังไปจากเดิม

นางธิดากล่าว กลุ่ม นปช.ได้วิเคราะห์เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแล้ว คาดว่าหากได้รับความเห็นชอบในการทำประชามติจะทำให้เกิดผลทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมหลายอย่างที่เป็นข้อน่ากังวล ในส่วนของผลทางการเมือง เช่น
-ระบบการเลือกตั้งที่กำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะทำให้พรรคการเมืองใหญ่ได้จำนวน ส.ส.ไม่ห่างกันมาก แต่พรรคขนาดกลางจะได้ ส.ส.มากขึ้น นำไปสู่รัฐบาลผสม
-ทำให้มีโอกาสได้นายกฯ คนนอกที่ไม่ใช่ ส.ส.
-ทำให้ได้ ส.ว.ที่่มาจากการแต่งตั้ง สรรหา หรือเลือกกันเอง จะสามารถยับยังการแก้กฎหมายและการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนฯ แทรกแซงอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร เพราะที่มาของ ส.ว.ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ตั้งข้อสังเกตถึงเนื้อหา พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า "ภายหลังจากที่มีการร่างรัฐธรรมนูญโดยนายมีชัยและคณะเสร็จสิ้น และมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ประชามติ ภายหลังจากที่มีการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา สังคมไทยในขณะนี้อยู่ท่ามกลางความสับสน ในความกลัวในเรื่องการแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องรัฐธรรมนูญ" นายจตุพรรระบุ

นายจตุพรหยิบยกเนื้อหาของมาตรา 61 วรรค 2 ว่าจะทำให้ประชาชนสับสนและเกิดความหวาดกลัวในช่วงที่กำลังพิจารณาปัจจัยต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนลงประชามติ โดย นปช.เตรียมเข้าพบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อสอบถามความชัดเจนอีกครั้งสัปดาห์หน้า

มาตรา 61 วรรค 2 กำหนดว่า ผู้ใดเผยแพร่ข้อความ ภาพ และเสียง ผ่านสื่อต่างๆ ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือ ข่มขู่ ให้ออกเสียงประชามติอย่างใดอย่างหนึ่งจะเข้าข่ายก่อความวุ่นวายและต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และศาลอาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 5 ปี

"คำว่าก้าวร้าว หยาบคาย รุนแรง ปลุกระดม ข่มขู่นั้น เป็นการเขียนกฎหมายแบบครอบจักรวาล สร้างความกลัวให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน" นายจตุพรกล่าว
กลับขึ้นด้านบน