พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม เปิดใจหลังศาลอุทธรณ์ยกฟ้องคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุฯ

วันนี้ (3 พ.ค.2559) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจและอดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมลูกน้องคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจ ซาอุดิอาระเบีย เมื่อปี 2533 ศาลระบุพยานหลักฐานไม่เชื่อมโยงการกระทำผิด

พล.ต.ท.สมคิด เข้ารับฟังคำพิพากษาชั้นศาลอุทธรณ์ ที่ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก ขณะที่ฝ่ายโจทก์ มีตัวแทนจากสถานฑูตซาอุดีอาระเบีย ทนายครอบครัวผู้เสียชีวิต เข้ารับฟังคำพิพากษาในวันนี้ด้วย

พล.ต.ท.สมคิด พร้อมพวกรวม 5 คน ตกเป็นจำเลยในคดีอุ้มฆ่านายอัลรูไวรี นักธุรกิจและเชื้อพระวงศ์ซาอุดิอาระเบีย เมื่อปี 2533 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อปกปิดการกระทำความผิดอื่นของตน และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นความผิดทางอาญาที่ได้กระทำไว้ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย โดยได้มีการฟ้องร้องเป็นคดีเมื่อปี 2552

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อปี 2557 สั่งยกฟ้อง จำเลยทั้ง 5 เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อพิรุธน่าสงสัยหลายประการ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย

ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การยื่นเบิกความพยานและหลักฐานในชั้นศาลอุทธรณ์ เป็นพยานหลักฐานเดิม ส่วนพยานโจทก์ปากสำคัญ คือ พ.ต.ท.สุวิชัย แก้วผลึก เห็นว่าไม่อาจรับฟังได้ เนื่องจากมีการเบิกความกลับไปกลับมาในชั้นพนักงานสอบสวน ศาลอุทธรณ์จึงเห็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สั่งยกฟ้อง

หลังฟังคำพิพากษา พล.ต.ท.สมคิด เปิดเผยว่าเขาเตรียมดำเนินการฟ้องกลับพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ เพราะปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และยื่นศาลปกครอง เยียวยาทางการปกครอง ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดีขณะดำรงตำแหน่ง ขณะที่นายเอนก คำชุ่ม ทนายความฝ่ายโจกท์ ก็เตรียมยื่นฎีกาต่อสู้คดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย

"วันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ผมในฐานะที่เป็นจำเลยกับผู้บังคับบัญชารวม 5 คน ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง และศาลได้วินิจฉัยในประเด็นการนำพยานหลักฐานที่เป็นเท็จมากล่าวหา ซึ่งไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่แต่กลับคำให้การเพื่อที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานดำเนินคดีผมให้เป็นจำเลย ตลอดระยะเวลาที่ผมถูกกล่าวหามานั้น ตั้งแต่ปี 2552 จนกระทั่งถึงปัจจุบันเป็นเวลา 7 ปี ผมได้พยายามต่อสู้ ค้นหาความจริง เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่า ข้อกล่าวหาว่าผมกระทำความผิดและเป็นผลที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงของผมที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อรับใช้สังคม ประชาชนและประเทศชาติตลอดมานั้นต้องด่างพร้อย ผมกับพวกถูกกล่าวหามาโดยตลอด และถูกขัดขวางไม่ให้ได้รับความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

"วันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ากระผมกับพวกไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ในทางตรงกันข้าม เป็นความพยายามของบุคคลที่ประสงค์ร้ายที่จะต้องการทำเรื่องนี้ให้กระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมยินดีที่ผลพิสูจน์นี้ทำให้ทุกอย่างกระจ่างขึ้นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นเหนือสิ่งอื่นใด แม้กระทั่งความก้าวหน้าที่ผมจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.ในปี 2553 ผมก็ยินดีสละสิทธิ์ ถ้าจะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ" พล.ต.ท.สมคิดกล่าว
กลับขึ้นด้านบน