เปิดพื้นที่ราชพัสดุทำเลทองในครอบครองของกองทัพ

กรมธนารักษ์มีแนวคิดปรับปรุงหลักเกณฑ์การเก็บค่าเช่าที่ดินราชพัสดุที่อยู่ในการครอบครองของส่วนราชการ หลังจากพบว่ามีบางส่วนใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ไม่ตรงวัตถุประสงค์ ซึ่งรวมทั้งพื้นที่ที่ครอบครองโดยกองทัพ เช่น สนามมวยลุมพินี (รามอินทรา) สถานีบริการน้ำมัน และสถานตากอากาสสวนสนประดิพัทธ์และบ่อฝ้าย

พื้นที่ราชพัสดุที่อยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์มีทั้งหมดกว่า 12.5 ล้านไร่ทั่วประเทศ แต่มีเพียงพื้นที่ส่วนน้อยเท่านั้นที่กรมธนารักษ์สามารถเก็บรายได้เข้ารัฐ ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในครอบครองของหน่วยงานราชการนั้นไม่มีการเก็บค่าเช่า ทำให้กรมธนารักษ์มีแนวคิดจะปรับปรุงหลักเกณฑ์เก็บรายได้ใหม่

ในจำนวนพื้นที่กว่า 12.5 ล้านไร่นั้น กว่าร้อยละ 90 อยู่ในการครอบครองของส่วนราชการและส่วนใหญ่คือประมาณ 7.5 ล้านไร่เป็นที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของ 3 เหล่าทัพเพื่อใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง ใช้ในราชการ รวมถึงสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งกรมธนารักษ์ได้ทำการสำรวจการใช้พื้นที่ของส่วนราชการต่างๆ พบว่า มีบางส่วนที่ใช้พื้นที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์และอยู่ระหว่างการแก้ไขให้ถูกต้อง

หลักเกณฑ์ใหม่ของการใช้พื้นที่จะแยกระหว่างพื้นที่สวัสดิการโดยตรง เช่น บ้านพักอาศัย จะไม่มีการเก็บค่าเช่า แต่การใช้พื้นที่ราชพัสดุไปจัดทำสวัสดิการเชิงธุรกิจ เช่น สนามกอล์ฟ สโมสร หรือ หาประโยชน์เชิงพาณิชย์ ควรมีการจ่ายค่าเช่าที่ราชพัสดุในอัตราผ่อนปรน คือ ต่ำกว่าราคาตลาดร้อยละ 70

ระเบียบของกรมธนารักษ์ระบุว่า ที่ดินราชพัสดุที่ส่วนราชการนำไปใช้ประโยชน์ ถ้าใช้เป็นสวัสดิการจะไม่ต้องจ่ายค่าเช่า แต่ถ้าใช้ในลักษณะสวัสดิการเชิงธุรกิจต้องจ่ายค่าเช่าเพื่อนำเงินส่งเข้ารัฐ ตัวอย่างของพื้่นที่เหล่านี้ ได้แก่

1.สนามมวยลุมพินี
สนามมวยลุมพินีแห่งใหม่บนถนนรามอินทรา ตั้งอยู่บนที่ดินราชพัสดุ ภายใต้การดูแลของกองทัพ เป็นตัวอย่างของที่ดินราชพัสดุที่ส่วนราชการนำไปใช้ประโยชน์เชิงธุรกิจ คือ เป็นสนามมวย มีการชกทุกวันอังคาร ศุกร์และเสาร์ ค่าบัตรเข้าชมสำหรับคนไทย 200-300 บาท ชาวต่างชาติคนละ 2,000-3,000 บาท แต่ละวันมีผู้เข้าชม 2,000-3,000 คน มีรายได้เข้าสนามมวยไม่ต่ำกว่า 400,000 บาทต่อวัน แต่กรมธนารักษ์ระบุว่าหน่วยงานที่ใช้ประโยชน์ที่ดินผืนนี้ไม่เคยจ่ายค่าเช่า

2.สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ถนนวิภาวดีรังสิต
สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ขนาดใหญ่ถนนวิภาวดีรังสิต ตั้งอยู่บนที่ดินราชพัสดุที่ให้กองทัพบกใช้ประโยชน์ กรมธนารักษ์พบว่ามีการแบ่งเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้ร้านค่าต่างๆ เช่า แต่ไม่มีการแบ่งรายได้ให้รัฐ ซึ่งตามระเบียบแล้วที่ดินราชพัสดุที่นำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะนี้ต้องจ่ายค่าเช่าในอัตราสูงสุด เช่น ร้านค้าที่มาเช่าพื้นที่จะต้องจ่ายในราคา 13 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ส่วนที่อยู่ภายนอกอาคารต้องจ่าย 30 บาทต่อตารางวาต่อเดือนซึ่งพื้นที่แห่งนี้ได้ผ่านความพยายามในการเจรจาร่วมกันระหว่างกองทัพและกรมธนารักษ์ในการหาแนวทางที่ทุกฝ่ายเห็นร่วมกัน

3.บ้านพักตากอากาศสวนสนประดิพัทธิ์
สถานพักฟื้นและพักผ่อน ทบ.สวนสนประดิพันธิ์ ตั้งอยู่บน ถ.เพชรเกษม อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ การสำรวจของทีมข่าวพบว่ามีผู้เข้าพักเต็มในทุกวันเสาร์ -อาทิตย์ มีการปรับปรุงภูมิทัศน์สวยงาม ไม่ต่างจากคอนโดมีเนียม มีราคาเข้าพักตั้งแต่ 1,000-7,600 บาทต่อคืน คาดว่ารายได้จากค่าเช่าในช่วงสุดสัปดาห์ ไม่ต่ำกว่าคืน ละ 140,000 บาท

4.อาคารที่พักสวัสดิการกองทัพอากาศบ่อฝ้าย
ที่พักแห่งนี้อยู่ติดชายหาดทะเลหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใช้พื้นที่ส่วนเกินจากสนามบินบ่อฝ้ายทำเป็นที่พัก เปิดให้บริการแก่ข้าราชการและประชาชนทั่วไปในอัตราค่าที่พัก 800-4,000 บาทต่อคืน มียอดจองเต็มพื้นที่แทบทั้งปี หากผู้ต้องการเข้าพักต้องจองล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 2 เดือน คาดว่ามีรายได้ต่อวันไม่ต่ำกว่า 92,000 บาท

การปรับปรุงพื้นที่ของส่วนราชการที่ครอบครองมาทำเป็นสวัสดิการให้ข้าราชการในหน่วยงานนั้น สามารถดำเนินการได้ตามระเบียบ แต่การพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการเชิงธุรกิจ อาจต้องเข้าสู่ระเบียบการใช้พื้นที่ราชพัสดุในเชิงธุรกิจ เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ราชพัสดุคืนกลับมาเป็นรายได้รัฐในรูปของค่าเช่าที่เหมาะสม
กลับขึ้นด้านบน