การโอน(เงินออม)ของคนต่างรุ่น เพิ่มความคุ้มครองกลุ่มเสี่ยงสูงวัยในเอเชีย

การโอน(เงินออม)ของคนต่างรุ่น เพิ่มความคุ้มครองกลุ่มเสี่ยงสูงวัยในเอเชีย

การโอน(เงินออม)ของคนต่างรุ่น เพิ่มความคุ้มครองกลุ่มเสี่ยงสูงวัยในเอเชีย

รูปข่าว : การโอน(เงินออม)ของคนต่างรุ่น เพิ่มความคุ้มครองกลุ่มเสี่ยงสูงวัยในเอเชีย

การโอน(เงินออม)ของคนต่างรุ่น  เพิ่มความคุ้มครองกลุ่มเสี่ยงสูงวัยในเอเชีย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ร่วมกับ สถาบันวิจัยประชากรมหาวิทยาลัยนิฮอน (NUPRI) จัดการประชุมทางวิชาการบัญชีการโอนประชาชาติ(National Transfer Accounts) ภูมิภาคเอเชีย เรื่อง การโอนระหว่างรุ่น ประชากรสูงอายุ และการคุ้มครองทางสังคม : การนำเสนอผลการวิจัย NTA และการอภิปรายเชิงนโยบายเกี่ยวกับการคุ้มครองทางสังคมในอนาคตของประชากรกลุ่มเสี่ยงในประเทศเอเชีย

  เพื่อนำเสนอและอภิปรายผลการศึกษาและผลกระทบต่อนโยบายของประเทศในเอเชียโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้นักวิชาการและผู้วางนโยบายได้มีโอกาสพูดคุยกันโดยตรง

 
ดร.เอ็ดการ์ด โรดริเกซ (Edgard Rodriguez) องค์กรศูนย์การวิจัยเพื่อการพัฒนา  (International Development Research Centre : IDRC) ประเทศแคนาดา  กล่าวว่า  ปัจจุบันประชากรสูงอายุขึ้นโดยมีเด็กน้อยลงและผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นทุกแห่งทั่วโลกรวมทั้งทวีปเอเชีย ซึ่งในเอเชียกระขบวนการสูงอายุของประชากรมีผลมาจากการเกิดลงลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความสำเร็จของโครงการวางแผนประชากรและวางแผนครอบครัวตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและในประเทศเอเชียส่วนใหญ่คาดว่าการลดอัตราการเกิดนี้จะต่อเนื่องไปอีกนานในอนาคต ในขณะที่การที่ประชาชนอายุยืนยาวขึ้นจะเร่งให้ประชากรสูงอายุเร็วขึ้น
 
เวลาที่ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ช่วงชีวิตของการทำงานมีรายได้จะยาวหรือมากกว่าช่วงที่ใช้จ่ายเพื่อการบริโภค ในกรณีเช่นนี้จะเป็นผลดีต่อมาตรฐานการครองชีพและการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่ตรงข้าม เมื่อประชากรสูงอายุขึ้น (ประชากรส่วนใหญ่มีอายุมาก)จะกระทบกระเทือนเศรษฐกิจ ปริมาณแรงงาน การออม และการสะสมทุนตลอดจนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความยากจนรวมทั้งสถาบันต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลประชากรวัยหนุ่มสาวและผู้สูงอายุในเอเชีย
 
องค์กรศูนย์การวิจัยเพื่อการพัฒนา(International Development Research Centre : IDRC) ประเทศแคนาดา ได้ให้การสนับสนุนโครงการวิจัยระดับภูมิภาคที่ NUPRI ร่วมกับ TDRI ร่วมมือกับนักวิชาการและสถาบันวิจัยจาก 5 ประเทศในเอเชีย (จีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม) ดำเนินการทำการศึกษาปัญหานี้มาตั้งแต่ปี 2553 โดยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับนักวิจัยจากประเทศอื่น ๆ ที่มีประสบการณ์ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา  โดยโครงการวิจัยนี้ใช้กรอบคิดเรื่อง บัญชีการโอนประชาชาติ (National Transfer Accounts : NTA) ซึ่งพัฒนาโดยศาสตราจารย์ โรนัล ลี จากมหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนีย เบิร์คเลย์ และศาสตราจารย์แอนดรู เมสัน จากมหาวิทยาลัยฮาวาย มาโนอา การวิจัยนี้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของการเปลี่ยนแปลงทางประชากรใน 5 ประเทศในเอเชียในส่วนที่เกี่ยวกับกลไกทางการคุ้มครองทางสังคมสำหรับประชากรสูงอายุ
 
ศาสตราจารย์แอนดรู เมสัน จากมหาวิทยาลัยฮาวาย มาโนอา  กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายเกี่ยวกับNTAในมุมมองสากล โดยระบุว่า บัญชีเงินโอนประชาชาติ (National Transfer Accounts: NTA) เป็นบัญชีรายได้ประชาชาติอีกแบบหนึ่งที่มีการวัดรายละเอียดด้านประชากรโดยเฉพาะรายได้จากการทำงาน รายจ่ายเพื่อการบริโภค และการโอนเงินในวัยต่างๆตั้งแต่เด็กจนกระทั่งสูงอายุอย่างเป็นระบบ   บัญชีเงินโอนประชาชาติถูกสร้างขึ้นให้สามารถเทียบเคียงได้กับบัญชีประชาชาติตามระบบของสหประชาชาติ (UN System of National Accounts (UNSNA)) โดยใช้ข้อมูลจากบัญชีรายได้ประชาชาติประกอบกับผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน บัญชีเงินโอนประชาชาติจึงช่วยให้กรอบความคิดสำหรับการวัดวงจรชีวิตทางเศรษฐกิจและระบบการถ่ายโอนทรัพยากรระหว่างวัยต่างๆ
บัญชีเงินโอนประชาชาติเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ชนิดหนึ่งที่มาช่วยเติมเต็มข้อมูลการใช้และการสะสมทรัพยากรทางเศรษฐกิจของคนในวัยต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสมสำหรับการโอนทรัพยากรของคนระหว่างรุ่นมาใช้เพื่อการรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับประชากรกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งจะมีมากขึ้นในอนาคต   ต้องมีการเตรียมความพร้อมของทุกช่วงวัย ทั้งวัยเด็ก วัยแรงงาน และวัยสูงอายุ    ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานให้พวกเขาอย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงินและสามารถยกระดับมาตรฐานการครองชีพสำหรับทุกคนได้  เป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่คุ้มค่าสำหรับอนาคต
 
ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า ในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่การดูแลผู้สูงอายุมักมาจากการโอนเงินระหว่างสมาชิกในครอบครัว  ซึ่งเป็นข้อดีของโครงสร้างครอบครัวในเอเชีย แต่ปัญหาตอนนี้คือ โครงสร้างประชากรแก่ตัวรวดเร็วมาก คนทำงานมีน้อยกว่าคนแก่ที่จะต้องเป็นภาระในการเลี้ยงดู  ขณะที่ภาครัฐดูแลได้ในระดับหนึ่งสำหรับกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสซึ่งก็ต้องเป็นการใช้เงินจากภาษีมาใช้จ่าย ดังนั้น คำถามในเชิงนโยบายคือ อาจจะต้องยืดอายุการทำงานของผู้สูงอายุที่ยังทำงานออกไป ซึ่งจะช่วยลดภาระลงเพราะคนแก่ที่ยังทำงานอยู่ก็ไม่ต้องเป็นภาระให้ลูกหลานเลี้ยงดู ส่วนนโยบายอื่นก็ควรเพิ่มผลิตภาพของวัยทำงานในปัจจุบันเพื่อให้สามารถเหลือเงินสำหรับการดูแลตัวเองในวัยสูงอายุ หรือวัยเกษียณมากขึ้น  โครงการนี้เน้นเรื่องการโอนระหว่างภายในครัวเรือนและการโอนภาคเอกชนกับการโอนภาครัฐ   การออมของไทยอาทิในส่วนของกองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพนั้น มองว่ายังมีข้อน่ากังวลที่ควรต้องปรับปรุง เนื่องจากกำหนดอายุเกษียณไว้น้อยเกินไปที่ 55 ปี   อัตราการสมทบต่ำ และเป็นระบบการจ่ายแบบกำหนดผลประโยชน์ไม่ใช่การจ่ายตามเงินที่จ่ายสมทบ  ด้วยระบบแบบนี้เมื่อเข้าสู่ช่วงที่มีประชากรสูงอายุมากกว่าวัยแรงงานก็จะเกิดปัญหา ขาดทุน  แต่กองทุนชราภาพนี้จำเป็นต้องคงอยู่ โดยมีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเพิ่มอายุเกษียณ  เพิ่มอัตราเงินสมทบ และยกเพดานเงินสมทบให้เพิ่มขึ้นจาก 1.5 หมื่นบาทเป็น2หมื่นบาท เป็นต้น
 
ด้านนางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุเร็วมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น  ส่งผลกระทบทำให้ตลาดแรงงานตึงตัว และหากจะเพิ่มประชากรโดยคนหนุ่มสาวมีลูกมากก็เป็นไปได้ยาก  และแทบเป็นไม่ได้เลย   เมื่อประชากรเป็นข้อเท็จจริงที่ค้นพบ เราจึงมุ่งไปที่การเพิ่มคุณภาพประชากรตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงสิ้นอายุขัยของเขา นั่นคือ จะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพประชากรตั้งแต่อยู่ในท้องจนกระทั่งถึงวัยชรา เพื่อให้ได้ประชากรคุณภาพ  เมื่อถึงวัยทำงานก็เป็นแรงงานที่มีผลิตภาพสูง พร้อมทั้งเตรียมตัวเป็นคนแก่ที่ใช้ชีวิตให้มีคุณภาพได้อย่างไร     เป็นเรื่องที่ต้องทำให้สังคมทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงผลกระทบของการเป็นประชากรสูงวัย ซึ่งไม่ควรคิดว่าแค่การดูแลคนแก่ แต่ต้องดูถึงว่าจะเตรียมคนหนุ่มสาวให้มีความมั่นคงในอนาคตอย่างไร สิ่งที่ต้องทำคือเรื่องทั้งการออมและการเพิ่มทักษะชีวิตด้วย


กลับขึ้นด้านบน