ผู้นำฟิลิปปินส์ปกป้องกฎหมาย ป้องกันอาชญากรรมบนอินเทอร์เน็ต

ผู้นำฟิลิปปินส์ปกป้องกฎหมาย ป้องกันอาชญากรรมบนอินเทอร์เน็ต

ผู้นำฟิลิปปินส์ปกป้องกฎหมาย ป้องกันอาชญากรรมบนอินเทอร์เน็ต

รูปข่าว : ผู้นำฟิลิปปินส์ปกป้องกฎหมาย ป้องกันอาชญากรรมบนอินเทอร์เน็ต

ผู้นำฟิลิปปินส์ปกป้องกฎหมาย ป้องกันอาชญากรรมบนอินเทอร์เน็ต ผู้นำฟิลิปปินส์ออกมาปกป้องกฏหมายป้องกันอาชญากรรมบนอินเทอร์เน็ตฉบับใหม่ ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อกลางสัปดาห์ ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากบรรดานักสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชนและผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ที่เห็นว่ามีบางมาตราที่เป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรง และแทบไม่ต่างจากกฎอัยการศึกที่เคยบังคับใช้ในสมัยอดีตประธานาธิบดีเผด็จการ

นายเบนิกโน่นอยนอย อาคีโน่ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ออกมาแสดงความปกป้องกฏหมายป้องกันอาชญากรรมบนอินเทอร์เน็ตฉบับใหม่ ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า กฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นต้องใช้ เพื่อจัดการกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวง,การขโมยข้อมูล,การส่งข้อความขยะ หรือกระทั่งการเผยแพร่ภาพอนาจารเด็ก ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถจัดการได้

รวมทั้งมองว่าไม่ควรต้องยกเลิกมาตราใดของกฏหมาย โดยเฉพาะเรื่องที่ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และต่อต้านอย่างหนัก คือมาตรที่ระบุโทษของการหมิ่นประมาท หรือใส่ร้ายป้ายสีทางอินเทอร์เน็ต ที่อัตราโทษรุนแรงกว่าการหมิ่นประมาทผ่านสื่อกระแสหลักมาก

กฏหมายป้องกันอาชญากรรมบนอินเทอร์เน็ตฉบับใหม่ของฟิลิปปินส์ มีทั้งมาตราที่ให้อำนาจหน่วยงานภาครัฐในการปราบปรามการกระทำผิดบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่ได้อยู่ในกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่ที่เป็นปัญหากระทั่งมีการประท้วงต่อต้าน และเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากบรรดานักสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน และผู้ใช้อินเทอร์เน็ต คือมาตราที่ระบุให้การโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทออนไลน์ เป็นการก่ออาชญากรรม ซึ่งมีโทษสูงสุดถึง 12 ปี สูงกว่าการหมิ่นประมาทผ่านสื่อกระแสหลัก

นอกจากนี้ยังมีมาตราที่ให้อำนาจกระทรวงยุติธรรม สั่งปิดเว็บไซต์ที่อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม และสามารถตรวจสอบอี-เมล์,ข้อความแชท หรือวิดีโอแชท ได้โดยไม่ต้องขอหมายศาลซึ่งทั้ง 2 มาตรานี้ ถูกโจมตีอย่างหนักว่า ไม่ต่างกับการใช้กฏอัยการศึกในยุคอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินัน มาร์กอส ที่ถูกมารดาของผู้นำฟิลิปปินส์คนปัจจุบันโค่นอำนาจในการปฏิวัติประชาชน และถือเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง

ฟิลิปปินส์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชาธิปไตยเบ่งบานและให้สิทธิเสรีภาพแก่สื่อมวลชนมากที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย ซึ่งวันนี้ผู้นำฟิลิปปินส์ก็ยืนยันว่า เขายึดมั่นต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน แต่เสรีภาพก็ต้องมีขอบเขต

ขณะที่มีรายงานว่า ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ ยื่นคำร้องต่อศาลสูงสุดแล้วอย่างน้อย 10 คำร้อง ให้ยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายนี้ ส่วนโลกออนไลน์ฟิลิปปินส์ ยังวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการโจมตีเว็บไซต์ของทางการ เพื่อแสดงความไม่พอใจ


กลับขึ้นด้านบน