หนังสือแนว"นิช มาร์เก็ต"มาแรงให้จับตา ส่วนเทรนด์"อีบุ๊ค" ยังต้องใช้เวลารุกตลาดให้เป็นที่นิยม

หนังสือแนว"นิช มาร์เก็ต"มาแรงให้จับตา ส่วนเทรนด์"อีบุ๊ค" ยังต้องใช้เวลารุกตลาดให้เป็นที่นิยม

หนังสือแนว"นิช มาร์เก็ต"มาแรงให้จับตา ส่วนเทรนด์"อีบุ๊ค" ยังต้องใช้เวลารุกตลาดให้เป็นที่นิยม

รูปข่าว : หนังสือแนว"นิช มาร์เก็ต"มาแรงให้จับตา ส่วนเทรนด์"อีบุ๊ค" ยังต้องใช้เวลารุกตลาดให้เป็นที่นิยม

หนังสือแนว

 นายวรพันธ์ โลกิตสถาพร นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดเผยถึงผลสรุปของการจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 17 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 18-28 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า ถือว่าประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย เพราะจากที่ประเมินไว้ว่าน่าจะมีผู้เข้างานประมาณ 1.5 ล้านคน แต่เมื่อสรุปผลในวันสุดท้ายปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมงานถึง 1.95 ล้านคน สูงกว่าที่คาดไว้ประมาณ 20% ส่วนยอดขายโดยรวมของงานนั้นน่าจะเกินกว่า 500 ล้านบาท โดยมีหนังสือออกใหม่ในงานนี้กว่า 3,000 ปก

“ประเภทที่ขายดีอันดับแรกยังคงเป็นนวนิยาย ถัดมาคือ การ์ตูน หมวดสุขภาพ หนังสือธรรมมะยังอยู่ในกระแส และหนังสือแนวประสบการณ์ชีวิตก็มียอดขายที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอัตชีวประวัติหรือประสบการณ์ของคนมีชื่อเสียงที่คนอ่านจะได้เรียนรู้ชีวิตด้วยทางลัด ไม่ต้องเรียนรู้บางอย่างด้วยตัวเอง มีอีกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือการเติบโตของหนังสือในตลาดนิช มาร์เก็ต อาทิ การ์ตูนกลุ่มของเด็กผู้ชายที่มาแรงมากเพราะสำนักพิมพ์มีกลวิธีในการนำเสนอที่เข้าใจกลุ่มคนอ่าน เป็นนวัตกรรมในการนำเสนอ ในส่วนของตลาดนิยายก็พบว่าเด็กๆที่อ่านนิยายอายุลดลงกว่าเดิม ประมาณมัธยมต้นก็เริ่มอ่านแล้ว แสดงว่าเด็กโตเร็ว ขณะที่ตลาดหนังสือเด็กก็ขยายตัวอย่างชัดเจนสอดคล้องกับตัวเลขสถิติการอ่าน ผู้ปกครองให้ความสนใจมาก ด้านผู้ผลิตเองก็เชี่ยวชาญมากขึ้น ถือเป็นการยกระดับหนังสือเด็กบ้านเราและส่งเสริมการอ่านด้วย

การประสบความสำเร็จในครั้งนี้พิสูจน์ได้เลยว่าคนไทยไม่ได้อ่านหนังสือน้อย แต่เป็นเพราะโอกาสทางการอ่านมีไม่เท่าเทียมกัน งานมหกรรมหนังสือเป็นสิ่งหนึ่งที่บอกได้ว่าถ้าเราสามารถทำให้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่าย หนังสือดี ราคาไม่แพง ก็จะช่วยส่งเสริมการอ่านได้ สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯเองก็เห็นถึงความสำคัญของการอ่านในต่างจังหวัด จึงพยายามขยายโอกาสตรงนี้ในจังหวัดต่างๆ อาทิ จ.อุบลราชธานี จ.ชลบุรี และในปีหน้านี้อาจจะมีการขยายไปยัง จ.สงขลา และจ.อุดรธานีอีกด้วย”

นายวรพันธ์ยังกล่าวอีกว่าสำหรับการเติบโตของธุรกิจหนังสือตนถึงสิ้นปีนี้นั้น คาดว่าน่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5-7% โดยเป็นการประเมินจากตัวเลขรวมของธุรกิจหนังสือทั้งปี ซึ่งจะสอดคล้องกับค่าGDPของประเทศ ทั้งนี้ จีดีพีสะท้อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจเติบโต การศึกษาของคนสูงขึ้น รายได้มากขึ้นก็จะมาซื้อหนังสือมากขึ้นเช่นกัน

นายวรพันธ์มองกระแสอีบุ๊คนั้นว่า ยังคงค่อนข้างนิ่งในประเทศไทยและเป็นช่วงของการเริ่มต้นแม้จะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่มูลค่าส่วนแบ่งทางการตลาดยังไม่ถึง 1%

“ยังถือเป็นช่วงลองผิดลองถูก การที่อีบุ๊คในต่างประเทศ โดยเฉพาะแถบอเมริกาและยุโรปเติบโตนั้นเป็นเพราะราคาของแท็บเล็ตเมื่อเทียบกับค่าครองชีพแล้วถือว่าถูกมาก และอีบุ๊คส่วนใหญ่ก็เป็นภาษาอังกฤษ ในขณะที่เมืองไทยนั้นอำนาจในการซื้อเครื่องแท็บเล็ตยังต่ำและยังมีข้อแม้เรื่องของภาษาอีกด้วย แต่ถ้าหากการเครือข่ายสัญญาณ 3 G มีประสิทธิภาพมากขึ้น ราคาเครื่องถูกลง เนื้อหาภาษาไทยมากขึ้น ก็จะมีการพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แต่คงใช้เวลาอีกหลายปี” นายวรพันธ์กล่าว


กลับขึ้นด้านบน