เอกภาพภายในรัฐบาล กับกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่

เอกภาพภายในรัฐบาล กับกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่

เอกภาพภายในรัฐบาล กับกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่

รูปข่าว : เอกภาพภายในรัฐบาล กับกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่

เอกภาพภายในรัฐบาล กับกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่ แหล่งข่าวจากห้องประชุมพรรคเพื่อไทย บอกว่าเกือบชั่วโมงที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกผู้บริหารชุดใหม่ ได้ใช้เวลานี้ทำความเข้าใจกับสมาชิกพรรค กรณีตำแหน่งในพรรค และในครม.ยิ่งลักษณ์ 3

เพราะการปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทยและการปรับ ครม.ยิ่งลักษณ์ 3 คือเหตุของแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นและกำลังสั่นสะเทือนเอกภาพภายในรัฐบาลและ พรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะกรณีความไม่เท่าเทียมที่ถูกเปรียบเปรยกันว่า "เสร็จนาฆ่าโคทึกและเสร็จศึกฆ่าขุนพล" ซึ่งหมายถึงการไม่ให้ความสำคัญกับผู้ที่ร่วมยับเคลื่อนจนพรรคเพื่อไทยก้าวมา สู่ความเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

และภาพที่สะท้อนออกมาชัด คือ รัฐมนตรีใน ครม.ยิ่งลักษณ์ 3 เนื่องจากสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งหรือที่เรียกกันว่าโควต้า คือ โควต้าภาคอีสาน หดหายไป จากเดิม ส.ส.อีสาน มีด้วยกัน 116 คน เคยได้เก้าอี้รัฐมนตรีถึง 7 ที่นั่งและถูกลดลงเรื่อย ๆ จนวันนี้เหลือ 2 ที่นั่งเท่านั้น ต่างกับโควต้าภาคเหนือ ที่มีส.ส. 35 คน นัดแรกได้ไป 1 เก้าอี้ระดับว่าการ แต่ปัจจุบันได้ถึง 3 ว่าการด้วยกัน และนี่คือสิ่งที่ต้องแจงต้องเคลียร์กัน

ทั้งนี้ อีกกรณีหนึ่ง คือ กลุ่ม นปช. ในที่นี้คงต้องเริ่มทำความเข้าใจกับส.ส.ในกลุ่ม นปช.ที่ออกมาทวงถามความชอบธรรมของกลุ่ม โดยเฉพาะสัญญาว่าจะให้เก้าอี้ รัฐมนตรีกับ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แต่งัยสุดท้าย จึงยังคงเก้าอี้เดียว คือ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งเป็นเหตุที่ต้องทำความเข้าใจ เพื่อคืนมิตรภาพและยืดเสถียรภาพให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะหากไม่ทำความเข้าใจเพื่อสร้างเอกภาพให้คงเดิม ผลในทางปฏิบัติ อาจไม่ต้องถึงมือกระบวนการล้มรัฐบาล หากแต่ว่ามติการเลือกคณะผู้บริหารพรรคชุดใหม่ ก็สรุปลงเอยแบบสมานฉันท์ และสภาวะของพรรค ก็กลับมาคงเดิมตามสโลแกนที่ว่า "ทักษิณคิด-เพื่อไทยทำ"

นั่นเป็นเพราะตำแหน่ง"หัวหน้าพรรคเพื่อไทย" ลงมติกันแบบเอกฉันท์ทีเดียว เพราะหลังการเสนอชื่อเพียงคนเดียว ทำให้ ส.ส.และสมาชิกพรรคลงมติไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีทั้งหมด 334 คนลงคะแนน 332 เสียง แม้จะมีบัตรเสีย 2 ใบ แต่ตัวเลขที่เทคะแนนให้ ก็ไม่น่าจะห่วงปัญหาที่ตามมา

และเมื่อเทียมฟอร์มระหว่างนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคคนใหม่ กับนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ อดีตหัวหน้าพรรค จะเห็นว่าบริบทไม่ต่างกันนัก ทั้งบุคลิกภาพ,ภาพลักษณ์และประสบการณ์ และเหตุผลสำคัญสอดคล้องกับถ้อยคำที่ ถ่ายทอดกันออกมาว่า คุณสมบัติสำคัญต้องมีความประนีประนอมสูง แต่ควบคุมง่าย สำหรับตำแหน่งเลขาธิการพรรค คือ นายภูมิธรรม เวชยชัย ตามที่เคยคาดการณ์กันไว้

"ตัวจริงหรือนอมินี" อาจยากที่จะตอบ แต่โฉมหน้าของคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่ พอจะคาดคะเนได้ถึงที่มา และเมื่อไปดู "พ่อบ้านแม่บ้าน" ของพรรคงอื่น เพื่อเจรจาทางการเมือง อาจจะน้อยหน้าไปหน่อย แต่บารมีไม่น้อยทีเดียว

พรรคแรก พรรคคู่แข่ง "ประชาธิปัตย์" หัวหน้า"นายอภิสิทธิ์ เวชชชาชีวะ" เลขาธิการ"นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน" และมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค,หัวหน้าภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล,นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นเลขาธิการพรรค และนายสรอรรถ กลิ่นประทุม เป็นประธานที่ปรึกษา

พรรคชาติไทยพัฒนา วันนี้นายชุมพล ศิลปอาชา เป็นหัวหน้าพรรคและเลขาธิการ คือ นายพันธุ์เทพ สุลีสถิร เลขาธิการพรรค แต่มีนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคและมีพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค

นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เป็นหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ร้อยตรีประพาส ลิมปะพันธุ์ เป็นเลขาธิการพรรค นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค แต่ผู้สนับสนุนพรรคคือนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

พรรคเพื่อไทยวันนี้ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค และนายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นเลขาธิการพรรค และคงไม่ลืมกันค่ะว่า พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เป็นต้นแบบของพรรค


กลับขึ้นด้านบน