หลานรองนายกฯเข้าให้ปากคำเพิ่มหลังถูกอุ้มรีดทรัพย์

หลานรองนายกฯเข้าให้ปากคำเพิ่มหลังถูกอุ้มรีดทรัพย์

หลานรองนายกฯเข้าให้ปากคำเพิ่มหลังถูกอุ้มรีดทรัพย์

รูปข่าว : หลานรองนายกฯเข้าให้ปากคำเพิ่มหลังถูกอุ้มรีดทรัพย์

หลานรองนายกฯเข้าให้ปากคำเพิ่มหลังถูกอุ้มรีดทรัพย์ หลานชายนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับตำรวจ หลังถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุอุ้มไปรีดทรัพย์ เบื้องต้นตำรวจพบรถของกลางในคดีแล้ว โดยถูกนำไปจำนำไว้กับชายกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตำรวจได้เร่งสอบสวนเพื่อเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มผู้ก่อเหตุให้เร็วที่สุด

ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลลำผักชีในพื้นที่เขตหนองจอกตรวจสอบรถยนต์ของ นายฤทธิ์ โรจนกิจ ณ ระนอง หลังจากที่รถคันดังกล่าวหายไป ภายหลังจากกลุ่มผู้ก่อเหตุจับตัว นายฤทธิ์ ไปเพื่อรีดทรัพย์ โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปจำนำไว้กับชายคนหนึ่ง ซึ่งถูกตั้งข้อหารับของโจร

เบื้องต้นจากการสอบสอบปากคำผู้ต้องหาในคดีรับของโจร ซึ่งมีทั้งสิ้น 3 คน คือนายศรวิทย์ สุทธินันท์ศาสตร์พร อายุ 42 ปี นายณัฐพล อัมพรรัตน์ อายุ 27 ปี และนายสุริยะ มั่นเทียน อายุ 24 ปี ทราบว่ารถคันดังกล่าวนั้น นายศรวิทย์ เป็นผู้ที่รับจำนำเอาไว้ เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น.วันที่ 18 พย.ในราคา 100,000 บาท โดยนายตี๋ หรือนายอลงกรณ์ บุญประสิทธิ์ อายุ 29 ปี ซึ่งรู้จักกันทางอินเทอร์เน็ต เป็นผู้นำมาจำนำไว้

ส่วนที่รับจำนำไว้ เพราะรู้จักกัน โดยอ้างว่าไม่ทราบที่มาของรถคันดังกล่าว ขณะที่ผู้ต้องหาอีก 2 คน เป็นเพียงผู้ที่นำรถคันดังกล่าวไปขับจนถูกตำรวจควบคุมตัวมาสอบสวน

พ.ต.ท.ขวัญชัย ทองศักดิ์ หัวหน้าพนักงานสอบสวน สน.ลำผักชี เปิดเผยว่า จากสอบสวนไม่พบว่ากลุ่มคนทั้ง 3 นี้ จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนร้ายที่จับตัวนายฤทธิ์ ส่วนการรับจำนำรถนั้น เป็นเรื่องของตำรวจภูธรปากคลองรังสิต จะเป็นผู้ดำเนินคดี เพราะสามารถตรวจจับรถได้ในท้องที่

ส่วนคดีจับตัวรีดทรัพย์นั้น สน.ลำผักชีจะเป็นผู้ดำเนินการ สำหรับความคืบหน้าในการติดตามผู้ก่อเหตุ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลที่นำรถคันดังกล่าวมาจำนำ

สำหรับคดีจับตัวรีดทรัพย์ในครั้งนี้ นายฤทธิ์ โรจนกิจ ณ ระนอง ซึ่งหลานชายนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้การว่าในวันเกิดเหตุได้เดินทางไปหาพ่อที่บ้านพักย่านวังหิน โดยจอดรถไว้หน้าบ้าน แต่ระหว่างนั้นลืมกระเป๋าสตางค์จึงเดินออกมาที่รถ

ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มผู้ก่อเหตุได้เข้ามาใช้ปืนขู่บังคับให้เดินไปขึ้นรถอีกคันแล้วขับออกไปทันที จากนั้นได้ใช้หมวกไหมพรมคลุมที่ศีรษะแล้วขับรถออกไป ระหว่างนั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุได้ข่มขู่ต่างๆ นานาว่าจะทำร้ายร่างกาย พร้อมทั้งยึดโทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าสตางค์ไปด้วย

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ก่อเหตุยังอ้างตัวเป็นตำรวจราบปรามยาเสพติด และกล่าวหาว่าค้ายา จนกระทั่งผ่านไปนานกว่า 2 ชั่วโมง ตำรวจ สน.ลำผักชี จึงมาพบ และเข้าช่วยเหลือไว้ได้


กลับขึ้นด้านบน