เอกชนยื่นกรอบแนวคิดแผนจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน พรุ่งนี้

เอกชนยื่นกรอบแนวคิดแผนจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน พรุ่งนี้

เอกชนยื่นกรอบแนวคิดแผนจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน พรุ่งนี้

รูปข่าว : เอกชนยื่นกรอบแนวคิดแผนจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน พรุ่งนี้

เอกชนยื่นกรอบแนวคิดแผนจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน พรุ่งนี้ ปัญหาน้ำท่วมปลายปีที่แล้ว ( 54) ทำให้รัฐบาลเตรียมปรับปรุงระบบบริหารจัดการน้ำ ภายใต้พระราชกำหนดกู้เงิน 350,000 ล้านบาท ซึ่งประธานอนุกรรมการวิชาการ เพื่อคัดเลือกกรอบแนวคิดจากเอกชนทั้ง 8 กลุ่มบริษัท สั่งระดมทีมวิศวกรเพื่อตรวจทานเอกสารของบริษัทเอกชนที่จะเสนอวันพรุ่งนี้ (23 พ.ย.) ขณะที่กรรมการ กยน. ระบุว่ารัฐบาลเสี่ยงถูกฟ้องร้องจากการเร่งรัดโครงการ

คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. เตรียมเปิดรับเอกสารจากเอกชนผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติทั้ง 8 กลุ่มบริษัท ที่จะเสนอกรอบแนวคิดโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน หรือ คอนเซ็ปชวล แพลน ในวันพรุ่งนี้ (23 พ.ย.)

นายปราโมทย์ ไม้กลัด กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือ กยน. กล่าวว่า แนวคิดในการบริการจัดการน้ำ ยังขาดการลงพื้นที่ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แต่รัฐบาลยังคงเร่งรัดกระบวนการเพื่อนำไปสู่การจัดทำกรอบงบประมาณ ซึ่งขัดหลักวิศวกรรมที่ถูกต้อง และรัฐบาลอาจเสี่ยงถูกฟ้อง

ขณะที่ รศ.อภิชาติ อนุกูลอำไพ ประธานอนุกรรมการวิชาการและวิเคราะห์โครงการ กบอ. กล่าวว่ารวบรวมทีมวิศวกรกว่า 30 คน เพื่อตรวจทานข้อมูลที่เอกชนจะเสนอ โดยระบุจะพิจารณาเรื่องนี้ ตามหลักวิชาการและวิศวกรรมอย่างรอบคอบ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีในการเปิดรับข้อมูลแนวคิดจากผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและต่างชาติ

นายชวลิต จันทรรัตน์ ตัวแทนกลุ่มบริษัททีมไทยแลนด์ 1 ใน 8 บริษัทผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ มั่นใจว่าบริษัทน่าจะผ่านการคัดเลือกรอบแรก เพราะเคยร่วมงานกับกรมชลประทาน และคุ้นเคยกับพื้นที่ โดยเฉพาะงานด้านจัดการทางน้ำหลากและทางผันน้ำ หรือ ฟลัดเวย์ แต่ห่วงว่างบประมาณอาจต่ำไป ส่วนการแข่งขันกับบริษัทจีน ที่อาจเสนอราคาก่อสร้างถูกกว่า เชื่อว่าคณะกรรมการจะพิจารณาแนวคิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเป็นที่ตั้ง

ทั้งนี้คาดว่ารัฐบาลจะประกาศผลการคัดเลือกบริษัทผู้ผ่านเข้ารอบแรก กลุ่มละ 3 บริษัท จากทั้งหมด 10 กลุ่มโครงงาน วันที่ 31 ม.ค.ปีหน้า และจะให้เวลาเอกชนจัดทำข้อเสนอทางเทคนิคและราคา ก่อนประกาศผู้ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้าย และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เดือนเม.ย.ปีหน้า (56)


กลับขึ้นด้านบน