สรุปอภิปรายฯวานนี้ ฝ่ายค้านชี้โครงการรับจำนำข้าว "หลอกลวง-อำพราง-เอื้อประโยชน์-เปิดช่องว่างทุจริต"

สรุปอภิปรายฯวานนี้ ฝ่ายค้านชี้โครงการรับจำนำข้าว "หลอกลวง-อำพราง-เอื้อประโยชน์-เปิดช่องว่างทุจริต"

สรุปอภิปรายฯวานนี้ ฝ่ายค้านชี้โครงการรับจำนำข้าว "หลอกลวง-อำพราง-เอื้อประโยชน์-เปิดช่องว่างทุจริต"

รูปข่าว : สรุปอภิปรายฯวานนี้ ฝ่ายค้านชี้โครงการรับจำนำข้าว "หลอกลวง-อำพราง-เอื้อประโยชน์-เปิดช่องว่างทุจริต"

สรุปอภิปรายฯวานนี้ ฝ่ายค้านชี้โครงการรับจำนำข้าว อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีวันแรก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหานายกรัฐมนตรี "หลอกลวง-อำพราง-เอื้อประโยชน์-เปิดช่องว่างทุจริต" ในโครงการรับจำข้าว กรณีละเว้นปฏิบัติหน้าที่ กระทำผิดกฎหมายและกระทำการทุจริต ตามญัตติที่ยื่นไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎร

ข้อกล่าวหาที่ ผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ประกอบไปด้วย กรณีการบริหารราชการแผ่นดินด้วยภาวะที่ขาดความรับผิดชอบหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ มุ่งเน้นผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเฉพาะการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม กรณีละเลยการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยไม่ให้ความสำคัญกับปัญหา ซึ่งไม่มีการพิจารณาแต่งตั้งผู้รับผิดชอบโดยตรง กรณีกำหนดนโยบายโครงการรับจำนำข้าว จนกลายเป็นปัญหาทุจริตแทบทุกขั้นตอน เป็นเหตุให้ประเทศสูญเสียกว่า 220,000 ล้านบาท และกล่าวหาว่า มีเจตนาส่งเสริมการทุจริต โดยไม่ตอบรับแนวทางของ ป.ป.ช.กรณีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต


 

ขณะที่นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธข้อกล่าวหาของผู้นำฝ่ายค้าน และชี้แจงว่าโดยเจตนาหวังให้เกิดความสงบสุข ไม่แบ่งแยกแบ่งสี และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย เคารพอำนาจ 3 ฝ่าย ให้เกียรติผู้ร่วมงาน ด้วยการบริหารแบบเป็นทีม และยอมรับระบบรัฐสภา ไม่คิดหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ แต่ได้มอบหมายให้ผู้รับผิดชอบเข้าตอบกระทู้ทุกครั้ง และชี้ว่า โครงการรับจำนำข้าว ไม่ได้เพิ่มเฉพาะรายได้ให้ชาวนา แต่ยังเพิ่มรายได้ให้กับประเทศในการขายข้าวราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และชี้แจงว่าไม่มีการทุจริตงบบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเบื้องต้นอนุมัติ 200,000 กว่าล้านบาท แต่ใช้จริงเพียง 120,000 ล้านบาท และไม่ได้ปฏิเสธการป้องกันและปราบปรามการทุจริตตามแนวทางของ ป.ป.ช. แต่ข้อเสนออยู่ระหว่างการพิจารณาไปสู่การปฏิบัติ


 

หลังจากนั้นส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ลุกขึ้นอภิปรายลงในรายละเอียดกรณีปัญหาโครงการรับจำนำข้าว โดยนายเกีรยติ สิทธีอมร ชี้การดำเนินการไม่ครอบคลุมเพราะมีชาวนาได้ประโยชน์แค่ 1.7 ล้านครัวเรือน จากชาวนาทั่วประเทศ 5.7 ล้านครัวเรือน และระบุว่า การขายแบบจีทูจี ที่อ้างว่าขายไปแล้ว 1.4 ล้านตัน แต่ข้อมูลของกรมศุลกากร บันทึกการขายเพียง 649,000 ตัน

ขณะที่นายอรรถพร พลบุตร ชี้ว่าการรับจำนำข้าวกำลังทำให้ประเทศเสียหายมหาศาล พร้อมกับเปิดคลิปการลักลอบขนข้าวเข้าไทย ที่จังหวัดสระแก้วและจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเวียนเทียนสวมสิทธิ์ และเปิดคลิปที่ถ่ายจากจังหวัดนครสวรรค์ กรณีซุกข้าวเสื่อมคุณภาพเข้ารับจำนำ และอ้างอิงคลิปจากจังหวัดนครปฐม กล่าวหามีการปลอมแปลงใบประทวนขึ้น โดยผู้รับประโยชน์คือบุคคลในตระกูลของรัฐมนตรี


 

นายยุพราช บัวอินทร์ อภิปรายชี้ว่ารัฐบาลจ่ายเงินรับจำนำจริง 15,000 บาทต่อเกวียนจริง แต่ไม่ถึงมือชาวนา เพราะถูกโกงความชื้นจากโรงสี พร้อมอ้างอิงตัวเลขจากหนังสือ รู้ลึกรู้จริง รับจำนำข้าว โดยชี้ว่าชาวนาขายข้าวได้เพียง 11,000 บาทต่อตัน ทั้งที่ต้นทุนเพาะปลูก 9,074 บาท และตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มที่หาประโยชน์หากำไรจากชาวนา ก็จะได้ส่วนต่าง 4,000 บาท

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อภิปรายเน้นไปที่การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ระหว่างไทยกับจีน จำนวน 7 ล้านกว่าตันนั้น รัฐบาลขายให้กับบริษัท ซึ่งไม่มีที่มาของการจัดตั้งหรือบริษัทผี เพราะชื่อผู้รับซื้อ เป็นชื่อของคนไทย ส่วนอีก 5 ล้านกิโลกรัม ขายให้กับนายปาล์มและเสี่ยโจ พร้อมกันนั้นยังระบุว่า ผลการตวจสอบการขายข้าวในโกดังจังหวัดพิจิตร 400,000 กว่ากระสอบ เป็นการอำพรางชื่อบริษัท เพื่อส่งมอบ ไม่ได้ขายจริง


 

การทุจริตหอมแดง-มันสำปะหลัง-ราคายางพาราตกต่ำ
ไม่เพียงประเด็นรับจำนำข้าว แต่ยังมีประเด็นทั้งการทุจริตหอมแดง และมันสำปะหลัง ที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หยิบยกมาอภิปราย

ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังคงอภิปรายถึงกรณีปัญหาการรับจำนำ ทั้งกรณีทุจริตหอมแดงและมันสำปะหลัง โดยมีข้อสังเกตเดียวกัน คือ ราคาที่เป็นส่วนต่างหายไปไหน และเอื้อประโยขน์ให้ใครหรือไม่ รวมถึงราคายางพาราที่ตกต่ำ แต่ราคาต้นทุนแทบทุกอย่างสูงขึ้น โดยเฉพาะปุ๋ย พร้อมทวงสัญญาที่จะกำหนดราคายางให้สูงถึง 120 บาท

และตั้งแต่เวลา 22.00 น.เป็นต้นไป ก็ถือว่าบรรยากาศการประชุมค่อนข้างตึงเครียด เมื่อ ส.ส.ฝ่ายค้าน อภิปรายการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี ขาดหลักนิติรัฐนิติธรม พร้อมกับแจงไปถึงปัญหาการให้วีซ่าและหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ต้นเหตุของการประท้วงอยู่ที่กรณีการเรียก พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งผู้อภิปรายพยายามจะเรียกสรรพนามของ พ.ต.ท.ทักษิณที่เกี่ยวกับคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดา แต่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะเรียกบุคคลที่ 3 ในสภาผู้แทนราษฎรในด้านลบ ถกกันไปถกกันมา ทำให้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องลุกขึ้นมาชี้แจงกลางดึก ว่าการคืนพาสปอร์ตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ย่อมเป็นดุลยพินิจที่ถูกต้อง เพราะบุคคลที่จะถูกยึดพาสปอร์ตคือบุคคลที่เป็นอันตรายต่อประเทศและก่อความเสียหายให้กับประเทศ แต่ไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ


กลับขึ้นด้านบน