ไล่เรียงเหตุการณ์ทำร้ายครู ในพื้นที่ชายแดนใต้

ไล่เรียงเหตุการณ์ทำร้ายครู ในพื้นที่ชายแดนใต้

ไล่เรียงเหตุการณ์ทำร้ายครู ในพื้นที่ชายแดนใต้

รูปข่าว : ไล่เรียงเหตุการณ์ทำร้ายครู ในพื้นที่ชายแดนใต้

ไล่เรียงเหตุการณ์ทำร้ายครู ในพื้นที่ชายแดนใต้ เหตุการณ์ที่กลุ่มก่อความไม่สงบทำร้ายครูในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลายครั้ง สามารถไล่เรียงเหตุการณ์ได้ดังนี้

วันที่ 22 พฤศจิกายน กลุ่มก่อความไม่สงบใช้อาวุธสงครามกราดยิงถล่มนางนันทนา แก้วจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เสียชีวิต ทำให้คณะครูในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ต่างเสียขวัญ และหวาดกลัว จนสมาพันธ์ครูจังหวัดปัตตานีสั่งปิดโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี กว่า 300 โรงอย่างไม่มีกำหนดตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กระทั่งได้ข้อสรุปจากหน่วยงานด้านความมั่นคงถึงมาตรการป้องกันดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับครู จึงมีกำหนดเปิดการเรียนการสอนตามปกติอีกครั้งพร้อมกันทั้งจังหวัดในวันที่ 3 ธันวาคม นั้น

ต่อมาในวันที่ 3 ธันวาคม โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ที่กลับมาเปิดเรียนอีกครั้ง แต่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ครูฉัตรสุดา นิลสุวรรณ อายุ 32 ปี จากโรงเรียนบ้านตาโงะ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ถูกยิงเสียชีวิต ขณะขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน ทำให้โรงเรียน 21 แห่งใน อำเภอเจาะไอร้อง ปิดการเรียนการสอนชั่วคราว ถัดต่อมาอีก 1 วัน ครูธีระพล ชูส่งแสง อายุ 52 ปี จากโรงเรียนบ้านบอเกาะ หมู่ 2 ตำบลสากอ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ทำให้สมาพันธ์ครูจังหวัดนราธิวาสประกาศปิดการเรียนการสอนโรงเรียนประถมศึกษาทั่วทั้งจังหวัดเป็นการชั่วคราว เป็นการชั่วคราว และมีกำหนดเปิดการเรียนการสอนในวันที่ 11 ธันวาคม

และล่าสุดกับเหตุการณ์ที่ ครูถูกคนร้ายบุกยิงเสียชีวิต 2 ศพถึงในโรงเรียนบ้านบาโง ตำบลปานัน อำเภอมายอ เหตุเกิดในช่วงพักเที่ยง ซึ่งนับว่าเป็นช่วงเวลา 12 วัน เท่านั้น ที่เกิดเหตุการณ์ร้ายกับครูในพื้นที่ภาคใต้ ที่ยังไม่นับกับเหตุการณ์วางเพลิงเผาโรงเรียนด้วย

ด้าน พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวของผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการกระทำอย่างโหดเหี้ยมของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง และจะเร่งติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยมมาลงโทษตามกระบวน การทางกฎหมายให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งจะเร่งประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าวอย่างเร่งด่วนต่อไป พร้อมทั้งจะยังคงดำรงความมุ่งหมาย ในมาตรการรักษาความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินอย่างเต็มกำลังความสามารถ พร้อมกับขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแส หรือข้อมูลใดๆ ที่เป็นประโยชน์ โทร.สายด่วน 1341 ตลอด 24 ชั่วโมง


กลับขึ้นด้านบน