ผู้บริโภคเตรียมเคลื่อนไหวคัดค้านขึ้นราคา"แอพีจี" ปี 56

ผู้บริโภคเตรียมเคลื่อนไหวคัดค้านขึ้นราคา"แอพีจี" ปี 56

ผู้บริโภคเตรียมเคลื่อนไหวคัดค้านขึ้นราคา"แอพีจี" ปี 56

รูปข่าว : ผู้บริโภคเตรียมเคลื่อนไหวคัดค้านขึ้นราคา"แอพีจี" ปี 56

ผู้บริโภคเตรียมเคลื่อนไหวคัดค้านขึ้นราคา ในปี 2556 รัฐบาลเตรียมปรับขึ้นราคาแอลพีจี ทั้งภาครัวเรือน และภาคการขนส่ง อีกอย่างน้อย 6 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่เครือข่ายธรรมาภิบาลด้านพลังงาน เตรียมเคลื่อนไหวคัดค้านในวันนี้ (17 ธ.ค.) โดยขอให้ยุติการปรับขึ้นราคาแอลพีจี

กระทรวงพลังงาน จะปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม หรือ แอลพีจี ทั้งภาคครัวเรือน และภาคขนส่ง เพิ่มอีก 6 บาทต่อกิโลกรัม ในปี 2556 จากราคาปัจจุบันประมาณ 18 บาทต่อกิโลกรัม โดยจะทยอยปรับขึ้นเดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม ส่งผลให้เครือข่ายธรรมาภิบาลด้านพลังงาน นำโดย นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา จะเคลื่อนไหวคัดค้านการปรับขึ้นแอลพีจี ที่ถนนสีลม ซึ่งเป็นย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพมหานคร พร้อมแจกเอกสาร "ตีแผ่ความจริง... ก๊าซหุงต้ม ใครปล้นคนไทย?" ในวันนี้ (17 ธ.ค.) โดยมีตัวแทนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, เครือข่ายสลัม 4 ภาค, คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย, กลุ่มทวงคืนพลังงาน และเครือข่ายแรงงานนอกระบบเข้าร่วม

ด้านกระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท.อ้างเหตุผลที่ต้องปรับขึ้นราคาแอลพีจี ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้น จึงทำให้ราคานำเข้าแอลพีจีต้องปรับเพิ่มขึ้นไปด้วย และแม้ว่าไทยจะผลิตแอลพีจีได้เองในสัดส่วนร้อยละ 55 แต่ปัจจุบันมีการใช้แอลพีจีมากขึ้น ทั้งภาคครัวเรือน และภาคขนส่ง จากจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งภาคครัวเรือน และขนส่ง ไม่ได้ปรับขึ้นมาหลายปีแล้ว

การปรับขึ้นครั้งนี้ทำให้รัฐต้องชดเชยให้คน 3 กลุ่ม คือ ผู้มีรายได้น้อยใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือน ที่มีกว่า 3 ล้านครัวเรือน และกลุ่มผู้ไม่มีไฟฟ้าใช้อีก กว่า 19,000 ครัวเรือน ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ มีรวมกัน กว่า 3.8 ล้านครัวเรือน หรือ ชดเชยให้ครัวเรือนละไม่เกิน 6 กิโลกรัมต่อเดือน รวมถึงกลุ่มร้านค้าหาบเร่แผงลอย ที่มีเกือบ 400,000 ราย ก็จะได้รับการอุดหนุน 150 กิโลกรัมต่อเดือน

ขณะที่กลุ่มผู้คัดค้านเห็นว่า แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้น แต่ไทยมีแอลพีจี ที่ผลิตได้ในประเทศมากถึงร้อยละ 55 จึงไม่จำเป็นต้องอ้างอิงราคาซื้อขายจากตลาดโลก ส่วนข้ออ้างที่ว่าภาคครัวเรือน และขนส่งใช้แอลพีจีเพิ่มขึ้นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ภาคปิโตเคมี ก็มีสัดส่วนใช้ก๊าซใกล้เคียงกัน หากจำเป็นต้องนำเข้าแอพีจี ทำไมไม่ให้ภาคปิโตเคมีรับผิดชอบ แต่กลับโยนภาระให้ภาคครัวเรือน และภาคขนส่ง หากปรับราคาแอลพีจีในปี 2556 ก็จะส่งผลให้ ภาคปิโตเคมี ได้ใช้แอลพีจี ในราคาถูก กว่าภาคครัวเรือน และภาคขนส่ง

นอกจากนี้ยังเห็นว่า การปรับขึ้นราคาแอลพีจีของภาคครัวเรือน และขนส่ง จะส่งผลต่อราคาอาหารที่ต้องปรับขึ้นในปีหน้า รวมถึงราคาแก๊ส 1 ถังตามบ้านเรือน ก็จะขยับขึ้นอีก 100 บาทจากราคาปัจจุบัน รวมถึงค่าไฟฟ้า และค่าครองชีพจะเพิ่มสูงตามไปด้วย


กลับขึ้นด้านบน