ชี้ปัจจัยความเสี่ยง"เศรษฐกิจการเกษตร" ปี 2556

ชี้ปัจจัยความเสี่ยง"เศรษฐกิจการเกษตร" ปี 2556

ชี้ปัจจัยความเสี่ยง"เศรษฐกิจการเกษตร" ปี 2556

รูปข่าว : ชี้ปัจจัยความเสี่ยง"เศรษฐกิจการเกษตร" ปี 2556

ชี้ปัจจัยความเสี่ยง

 ดร.จารึก สิงหปรีชา ผู้อำนวยการศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU - OAE Foresight Center : KOFC) เปิดเผยถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกว่า กลุ่มที่เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ได้แก่ จีน และสหรัฐฯ และกลุ่มที่ยังคงอ่อนแอ คือ ยุโรป และญี่ปุ่น ดังนั้น ในอนาคตจีนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดโลกมากขึ้น อีกทั้งกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่ยังเติบโต แต่เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ยังต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังประเทศ อุตสาหกรรมหลัก หากเศรษฐกิจของประเทศหลักยังมีแนวโน้มซบเซาต่อไปจึงยากที่จะเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น ปัจจัยความเสี่ยงทางเศรษฐกิจการเกษตรที่เกิดขึ้นประกอบด้วย

1.ปัจจัยภายนอกประเทศ มีทั้งปัจจัยเศรษฐกิจโลก (World Economy) ภาวะเศรษฐกิจโลกในปี 2556 ยังคงมีความผันผวนจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศผู้นำ ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศผู้นำ มีแน้วโน้มขยายตัวและการปรับตัวที่ดีขึ้น ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการต่าง ๆ

ส่วน ปัจจัยทิศทางระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ (New World Order) การประกาศ "การจัดระเบียบโลกใหม่" ประกอบด้วยสาระสำคัญ คือ การแข่งขันที่รุนแรงจากเศรษฐกิจเกิดใหม่ การแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจจากเศรษฐกิจเกิดใหม่ การสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจเก่าและมหาอำนาจใหม่ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ และการใช้เครื่องมือใหม่ๆในการกีดกันการค้าระหว่างประเทศ และแสวงหาประโยชน์จากประเทศอื่นๆ

สำหรับ ระดับราคาน้ำมันดิบตลาดโลก (World crude oil price) เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังเจริญเติบโตไม่มาก ทำให้แนวโน้มของราคาน้ำมันยังคงตัว โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 2556 คาดว่ามีแนวโน้มอยู่ในช่วง 108 – 113 ดอลลาร์/ บาร์เรล เทียบกับ 109.5 ดอลลาร์/บาร์เรล

ด้านปริมาณการค้าโลกทางการเกษตร (World Ag – Export - Import) ประเทศไทยมีจุดแข็งในการค้าสินค้าเกษตรในตลาดโลกเพราะประเทศไทยจะมีผลผลิตสินค้าเกษตรมากกว่าการบริโภคในประเทศ โดยเป็นผู้ส่งออกข้าว มัน ยางเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ในปัจจุบันมีประเทศอื่นๆ ที่สามารถเพิ่มผลผลิตสินค้าเกษตรและส่งออกสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้น เช่น เวียดนาม พม่า และกัมพูชา

แต่ปริมาณความต้องการสินค้าเกษตรของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจของโลก ดังนั้น จะทำให้มีปริมาณสินค้าเกษตรขายในตลาดโลกมาก ส่งผลให้ระดับราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกลดลงได้ ซึ่งจะกระทบต่อระดับราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศ

สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Exchange Rate) ในปี 2556 คาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.00-31.00 บาท/ดอลลาร์ โดยคาดว่าจะมีความผันผวนในกรอบแคบๆ ซึ่งผลของอัตราแลกเปลี่ยนจะมีผลกระทบต่อภาคเกษตร เนื่องจาก สินค้าเกษตรที่สำคัญของไทยที่ขายในตลาดโลก มีการค้าขายกันโดยใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ

โดยปัจจัยภายในประเทศ ตั้งแต่การส่งออกสินค้าเกษตรไทย/และรวม Thai – Export, Ag – Export สินค้าเกษตรนับเป็นสินค้าหลักที่มีศักยภาพสูงในการส่งออก ดังนั้น การส่งออกสินค้าเกษตรจำเป็นต้องมีการควบคุมดูแลและตรวจสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าของไทยมีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภค

โดยเริ่มตั้งแต่การควบคุมกระบวนการ การเพาะปลูก การผลิต ผลิตภัณฑ์สุดท้าย จนถึงมือผู้บริโภค ให้สอดคล้องตามมาตรฐานสากลเพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้า และทำให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

ปัจจัยภัยธรรมชาติ (Natural Disaster) – ภัยแล้ง น้ำท่วม เป็นปัญหาภัยธรรมชาติ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการขยายตัวของการผลิตในภาคเกษตร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร การบริโภคภาคเอกชนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยภาพรวม

เงินทุนไหลเข้าของไทย (Foreign Direct Investment: FDI) สภาพคล่องส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่เกิดจากมาตรการขยายปริมาณเงินของประเทศต่างๆ จะทำให้มีปริมาณเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมาก ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่อาจจะสร้างแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่ามากขึ้น รวมทั้งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาความผันผวนในระบบเศรษฐกิจและการเงิน ซึ่งก่อให้เกิด อัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) ที่มีแน้วโน้มสูงขึ้น แต่คาดว่าจะไม่มากนัก เพื่อเป็นการป้องกันเงินทุนไหลเข้า ทางหน่วยงานภาครัฐจะต้องมีการควบคุมและดูแลอย่างใกล้ชิดของ อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate) ที่เหมาะสมตามความจำเป็นในเวลานั้น ๆ

ส่วนนวัตกรรมใหม่ทางการเกษตร (Agriculture New Innovation) ประกอบกับภาครัฐและเอกชนได้มีการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในทางที่ดีขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคที่ดี มีคุณภาพ ในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น

แรงงานภาคการเกษตร (Labour) มีแนวโน้มอายุสูงขึ้น ทำให้ขาดแคลนแรงงาน ดังนั้นส่งผลให้แนวโน้มแรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้น

หนี้สาธารณะของประเทศไทย (Public Debt)ณ วันที่ 30 กันยายน 2555 หนี้สาธารณะคงค้างมีจำนวนทั้งสิ้น 4,937,239.62 ล้านบาท หรือร้อยละ 43.91 ของ GDP ยังอยู่ในระดับที่ปกติและรัฐบาลได้มีการดูแลอย่างต่อเนื่อง

ราคาสินค้าเกษตรและแนวโน้ม ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับภาคการเกษตรและระบบอาหารโลกที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดใหม่ในปัจจุบัน โดยโลกของเกษตรและอาหาร นี้จะมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆเข้ามารุมเร้าจนก่อให้เกิดการถีบตัวสูงขึ้นของราคาอาหารและความผันผวนของอุปทานอาหารโลก (และอาจเกิดความผันผวนในด้านอุปสงค์ด้วย) ปัจจัยสำคัญๆอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change), ภัยธรรมชาติ, การเติบโตขึ้นของชนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนา และ ปัจจัยจากเงินทุนเคลื่อนย้าย เหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดราคาและการไหลเวียนของอุปทานอาหารในวงจรเกษตรและอาหารโลกในอนาคต

ทั้งนี้ นโยบายภาครัฐสำหรับภาคการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินงานตามนโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาลที่สอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ทั้งเรื่องเร่งด่วน และนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร เพื่อพัฒนาภาคการเกษตร โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญในการพัฒนาเกษตร องค์กรเกษตร การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรเพื่อสามารถแข่งขันและเป็นพื้นฐานความมั่นคงทางอาหารและพลังงานของประเทศ สรุปดังนี้

1.ส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและเร่งรัดขยายเขต พื้นที่ชลประทาน
2.จัดทำแผนขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2555 – 2557
3.สนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคร่วมกัน โดยเตรียมความพร้อมของภาคเกษตรกรรมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน 2558
4.การยกระดับราคาสินค้าเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน
5.การเยียวยาความเสียหายของพืชผลจากภัยธรรมชาติให้แก่เกษตรกร

นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร สนับสนุนการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตร โดยส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพควบคู่ไปกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และกระบวนการบ่มเพาะวิสาหกิจชุมชนในการเพิ่มมูลค่าสินค้า

โดยให้ความสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร และนำผลผลิตเกษตรไปผลิตเป็นพลังงานทดแทน เช่น ปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลัง การผลิตสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงแปรรูปสินค้าเกษตรตามระบบมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร โดยพัฒนาระบบการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรทั้งการนำเข้าและส่งออกให้เป็นไปตามมาตรฐานโลก รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการเกษตรแบบยั่งยืนตามแนวทฤษฏีใหม่ และเกษตรอินทรีย์ เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม

มาตรการรองรับ หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมการเพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจการเกษตร ดังนี้
-การกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจ (Zoning) ในสินค้าเกษตรที่สำคัญเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ กลุ่มจังหวัด / จังหวัด อาทิ ข้าว ปาล์มน้ำมัน อ้อย สัปปะรด กุ้ง ไก่เนื้อ และสุกร เป็นต้น
-นิคมการเกษตร
-การพัฒนาอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ (ตั้งแต่กระบวนการผลิต มาตรฐาน/ความปลอดภัย ความมั่นคงการขาย การตลาด)
-การเพิ่มขึดความสามารถให้กับ SME และ OTOP สู่สากล
-การปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขัน (พืช ประมง ปศุสัตว์ บริหารจัดการน้ำ)
-การวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร
-การรับจำนำสินค้าเกษตร (ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)
-การป้องกันผลกระทบ ปรับตัวเพื่อรองรับภาวะโลกร้อน


กลับขึ้นด้านบน