สื่อรัฐสภาตั้งฉายา ส.ส.“จองล้าง จ้องผลาญ ”- ส.ว.“ตระแกรง เลือกร่อน”-วาทะแห่งปี “เต็มใจเป็นขี้ข้า”- ดาวเด่น “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ”

สื่อรัฐสภาตั้งฉายา ส.ส.“จองล้าง จ้องผลาญ ”- ส.ว.“ตระแกรง เลือกร่อน”-วาทะแห่งปี “เต็มใจเป็นขี้ข้า”- ดาวเด่น “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ”

สื่อรัฐสภาตั้งฉายา ส.ส.“จองล้าง จ้องผลาญ ”- ส.ว.“ตระแกรง เลือกร่อน”-วาทะแห่งปี “เต็มใจเป็นขี้ข้า”- ดาวเด่น “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ”

รูปข่าว : สื่อรัฐสภาตั้งฉายา ส.ส.“จองล้าง จ้องผลาญ ”- ส.ว.“ตระแกรง เลือกร่อน”-วาทะแห่งปี “เต็มใจเป็นขี้ข้า”- ดาวเด่น “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ”

สื่อรัฐสภาตั้งฉายา ส.ส.“จองล้าง จ้องผลาญ ”- ส.ว.“ตระแกรง เลือกร่อน”-วาทะแห่งปี “เต็มใจเป็นขี้ข้า”- ดาวเด่น “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ” สื่อมวลชนรัฐสภาให้ฉายาส.ส.,ส.ว.ที่ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเหตุการณ์แห่งปีคือ “พิจารณาร่างพ.ร.บ.ปรองดอง” ที่เกิดภาพฉุดกระชากลากตัวประธานสภาฯลงจากบัลลังก์ ส่วนวาทะแห่งปี คือ “เต็มใจเป็นขี้ข้า” เป็นคำพูดของรองนายกฯเฉลิม ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อตอบโต้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรได้ฉายา “จองล้าง จ้องผลาญ ” ส่วนวุฒิสภาได้ฉายา “ตระแกรง เลือกร่อน”

                   

1. เหตุการณ์แห่งปี : “พิจารณาร่างพ.ร.บ.ปรองดอง”

ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ไม่น่าจดจำ เมื่อเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายในสภาผู้แทนราษฎรอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน สืบเนื่องมาจากการเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ จำนวน 4 ฉบับ โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ และ คณะ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีสาระสำคัญเพื่อล้มล้างผลพวงจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 แต่ปรากฏว่า เกิดกระแสต่อต้านจากทั้งภายในและนอกสภา โดยในสภาฯพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงการคัดค้านในระหว่างการประชุมสภาฯวันที่ 30-31 พ.ค.2555 ถึงขั้นขว้างปาสิ่งของ หรือ ภาพการเข้าไปฉุดกระชากลากตัวประธานสภาฯลงจากบัลลังก์ เพื่อยับยั้งการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว สร้างความเสื่อมเสียให้กับรัฐสภาอย่างหนัก

                   

2. วาทะแห่งปี : “เต็มใจเป็นขี้ข้า”

เป็นคำพูดของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 25 พ.ย.2555 เพื่อตอบโต้นายสาทิตย์ วงศ์หนอง ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ หลังจากอภิปรายพาดพิงว่าการละเว้นเพิกเฉยต่อการดำเนินการถอดยศพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เหมือนกับเป็นขี้ข้า ทำให้ร.ต.อ.เฉลิมลุกขึ้นชี้แจงว่า “ผมเป็นขี้ข้า แต่เสียใจหน่อยคุณสาทิตย์รู้ช้า ก็เป็นมานานแล้ว แต่ผมไม่เห็นเสียหายเลย ผมเต็มใจ" จากวิวาทะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของร.ต.อ.เฉลิม ได้อย่างมีนัยสำคัญทางการเมือง

                   

3. ฉายา สภาผู้แทนราษฎร : “จองล้าง..... จ้องผลาญ .....”

ภาพรวมการทำงานของสภาฯ ปี 2555 ที่ผ่านมา พบว่าทั้งในวงประชุมสภาฯ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ที่ถือเป็นคู่แค้นทางการเมือง ต่างเสนอญัตติหรือยื่นเรื่องให้คณะกรรมาธิการ ที่เป็นพรรคพวกเดียวกันตรวจสอบฝ่ายตรงข้าม รวมถึงตั้งกระทู้ถามสด เพื่อโยงไปหาข้อผิดพลาด ข้อบกพร่องของอีกฝ่าย ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการจ้องจะล้างแค้นซึ่งกันและกัน

ขณะที่ “จ้องผลาญ” คือการผลาญงบประมาณแผ่นดิน ภาพที่เห็นชัดเจนคือ การพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 55 และปี56 ที่ ส.ส.จ้องจัดสรรงบฯให้พวกตัวเอง และการจัดทริปดูงานต่างประเทศของกรรมาธิการชุดต่างๆ ซึ่งการไปดูงานต่างประเทศของกรรมาธิการแต่ละชุด ล้วนทราบกันดีว่าเป็นการไปเที่ยวพักผ่อน มากกว่าที่จะไปดูงานเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง

                   

4. ฉายาวุฒิสภา : ตระแกรง เลือกร่อน

ภาพรวมการทำหน้าที่ของวุฒิสภาตลอดปี 2555 ยังคงมีการแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน แม้ว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันจะกำหนดบทบาทวุฒิสภา ให้ทำหน้าที่หลักๆ คือ การกลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน การแต่งตั้งและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ แต่ปรากฏว่าการทำงานในรอบปีที่ผ่านมากลับไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกลุ่ม 40 ส.ว.แม้บางครั้งจะทำงานมุ่งเน้นการตรวจสอบ แต่ก็ยังเป็นที่คลางแคลงใจว่ามีวาระซ่อนเร้นต่อฝ่ายการเมืองหรือไม่ เห็นได้จากการพฤติกรรมที่พุ่งเป้าไปยังรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณี พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูน้ำท่วมปี 2554 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และโครงการรับจำนำข้าว โดยส่อเจตนามุ่งโจมตีรัฐบาล ขณะที่ส.ว.อีกกลุ่มก็พยายามออกแรงช่วยรัฐบาลอย่างเต็มที่ ถึงขนาดต้องแยกยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 171 เป็น 2 ญัตติ จากส.ว. 2 กลุ่ม ทั้งที่เป็นเรื่องทำนองเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพ ไม่เป็นหนึ่งเดียว จึงเปรียบเหมือนกับ “ตระแกรง”ที่เลือกร่อน เฉพาะสิ่งที่ตัวเองต้องการ ภาพจึงออกมาคือ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบฝ่ายการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะมากกว่า

                   

5.ฉายาประธานสภาผู้แทนราษฎร - สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ : “ค้อนน้อย..หมวกแดง”

เจ้าของฉายา “ค้อนปลอม ตราดูไบ” เมื่อปี 2554 มาในปี 2555 ประธานสภาฯได้รับฉายา “ค้อนน้อยหมวกแดง” ด้วยเหตุผลที่ไม่สามารถแสดงผลงานให้เห็นว่าตัวเองเป็นขุนค้อนที่น่าเกรงขามได้เหมือนอดีต ในทางกลับกันมีข้อครหาเรื่องความเป็นกลางหลายครั้งเกี่ยวกับการวินิจฉัยข้อขัดแย้งในสภาฯ ผนวกกับมีกรณีคลิปเสียงความยาวกว่า 20 นาทีสร้างความกระฉ่อนในทางการเมืองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีส่วนเกี่ยวข้องกับร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมาด้วยการใช้งบประมาณไปดูฟุตบอลในประเทศอังกฤษ ยิ่งตอกย้ำว่าประธานสภาฯกลายเป็นขุนค้อนที่ขาดความศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นแค่ค้อนน้อยที่สวมหมวกแดง แทนการสวมหมวกของประมุขในฝ่ายนิติบัญญัติ

                  

6. ฉายาประธานวุฒิสภา - นิคม ไวยรัชพานิช : “ผลัดไม้ สุดท้าย”

นับว่าได้ตำแหน่งประธานวุฒิสภามาอย่างเหลือเชื่อ เนื่องจากนิคม ไวยรัชพานิช เคยทำใจแล้วว่าคงไม่สามารถก้าวถึงตำแหน่งสูงสุดในสภาสูงได้ในวาระที่เหลืออีกประมาณ 2 ปี หลังจากเคยมีความพยายามหลายครั้ง แต่เมื่อพล.อ.ธีรเดช มีเพียร ต้องตกจากเก้าอี้ประธานวุฒิสภา ในคดีออกระเบียบขึ้นเงินเดือนและค่าตอบแทนให้ตัวเอง สมัยดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ทำให้นายนิคมซึ่งทำหน้าที่รองประธานวุฒิสภามานานเกือบ 4 ปี ขอลงท้าชิงเก้าอี้ผู้นำสภาสูงเป็นครั้งที่ 2 และสามารถเอาชนะคู่แข่งไปได้ขาดลอย วุฒิสภาจึงเกิดการผลัดขั้วการเมืองครั้งใหญ่จากสายสรรหามาเป็นสายเลือกตั้ง ก่อนที่ส.ว.เลือกตั้งจะหมดวาระลงในช่วงต้นปี 2557

                   

7. ฉายาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ : หล่อ รับ เละ

ต้องยอมรับว่าบทบาทการทำหน้าที่ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ในรอบปีที่ผ่านมาไม่ได้โดดเด่นเท่าที่ควร อาจเพราะตกอยู่ในสภาพต้องคดีทางการเมือง อาทิ คดี 91 ศพจากการชุมนุมทางการเมือง โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สั่งฟ้องพร้อมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถูกคำสั่งรมว.กลาโหมถอดยศว่าที่ร้อยตรี นอกจากนั้นยังมีปัญหาภายในพรรคมาคอยรบกวน เรียกว่าทุกปัญหาพุ่งเป้ามาที่ตัวนายอภิสิทธิ์ ขณะที่บทบาทการควบคุมลูกพรรคกับการทำหน้าที่ในสภาฯก็ไม่แสดงให้เห็น ขนาดลูกพรรคสร้างภาพลักษณ์ให้รัฐสภาเสื่อมเสีย ก็ยังออกมาแถลงสนับสนุน รวมถึงช่วงเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ยังมอบบทบาทการนำให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานวิปฝ่ายค้านแทนทั้งหมด จึงเปรียบเหมือน นายอภิสิทธิ์ที่มีหน้าตาดูว่าหล่อเหลา แต่ช่วงปีที่ผ่านมาถูกมรสุมการเมืองรุมถล่มจนเละ

                   

8. ดาวเด่น : วิสุทธิ์ ไชยณรุณ  ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย ฐานะรองประธานสภาฯคนที่ 2

มีไม่บ่อยครั้งนัก ที่ผู้นำหน้าที่ประธานควบคุมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครัฐบาลจะได้รับ ความชมถึงความเป็นกลางพรรคฝ่ายค้าน แต่วิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาฯได้รับเกียรตินั้น ด้วยการทำหน้าที่ที่สามารถผ่อนหนักผ่อนเบา ช่วยให้อารมณ์การประชุมที่กำลังดุเดือดลดลง ประกอบกับแสดงท่าทีตำหนิสส.จากพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคเดียวกันที่แสดง กิริยาที่ไม่เหมาะสมกลางสภาฯหลายครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการอภิปรายไม่ไว้ วางใจเมื่อเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา กลายเป็นเครื่องการันตีว่ารองประธานสภาฯที่ชื่อวิสุทธิ์ท่านนี้เหมาะสมแก่ การรับรางวัลดาวเด่นในที่สุด

9.ดาวดับ : จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย  - นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ -  น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์

บทบาทการทำหน้าที่ของ ส.ส. ควรจะมีทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ เพราะสภาฯถือเป็นเวทีที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่า จะเป็นสถานที่ที่ใช้แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างก็พูดว่า ควรใช้รัฐสภาแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ แต่จากพฤติกรรมของ ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ ประกอบด้วย “จ.ส.ต.ประสิทธิ์ – นพ.วรงค์ – น.ส.รังสิมา ที่แสดงพฤติกรรมกลางที่ประชุมสภาฯ ให้เห็นถึงความหยาบคาย ทั้งทางวาจาและพฤติกรรมที่แสดงออกมา อาทิ การกล่าว ผรุสวาท รวมไปถึงการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ถ่อย เถื่อน รวมถึงการขว้างปาสิ่งของ และลากเก้าอี้ประธานสภาฯ ทำให้ภาพพจน์ของสภาฯเสื่อมเสียอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งนักข่าวรัฐสภาต้องการสะท้อนมุมมองให้เห็นว่าพฤติกรรม ลักษณะเช่นนี้ไม่เป็นที่พึ่งหวังของประชาชนได้

10. คู่กัดแห่งปี : นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ vs ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

ในอดีตเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่หลังจากที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทยและได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ได้เข้าสภาฯอีกสมัยในนามหัวหน้าพรรครักประเทศไทย และประกาศตัวชัดเจนยืนยันจะทำหน้าที่ในบทบาทพรรคฝ่ายค้าน ทำให้บทบาทของทั้งคู่ที่แสดงออกในสภาในรอบปีที่ผ่านมา กลายมาเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน นายชูวิทย์ได้ตรวจสอบการทำงานชองรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องในความรับผิดชอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการนำคลิปภาพมาฉายกลางห้องประชุมสภาฯ แฉการเปิดบ่อนการพนัน แหล่งอบายมุขที่เปิดราวดอกเห็ด ซึ่งมีร.ต.อ.เฉลิมคอยกำกับดูแลสตช.อยู่ ทำให้ทั้งคู่เกิดการโต้เถียงกันในสภาฯหลายครั้ง จึงได้รับฉายาคู้กัดแห่งปี

11. คนดีศรีสภา: งดการเสนอชื่อบุคคล

ตำแหน่งคนดีศรีสภาประจำปี 2555 สื่อมวลชนประจำรัฐสภามีความเห็นร่วมกันว่า ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสมที่จะได้รับตำแหน่งดังกล่าว ถึงแม้จะมี ส.ส. ส.ว.หลายคนแสดงบทบาทการเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย นำเสนอปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนสะท้อนผ่านเวทีรัฐสภา โดยเฉพาะกับเหตุการณ์น้ำท่วม แต่นั่นถือเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้ที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ซึ่งนิยามคำว่าคนดีศรีสภา ควรเป็นการแสดงบทบาทของคนดีให้เป็นที่ประจักษ์อย่างเห็นได้ชัด แต่ในรอบปีนี้สื่อมวลชนประจำรัฐสภายังไม่เห็นมีใครเหมาะสม จึงมีความเห็นร่วมกันของดการมอบตำแหน่งคนศรีสภาประจำปี2555

หมายเหตุ : ตามธรรมเนียมปฏิบัติของทุกปี สื่อมวลชนประจำรัฐสภาได้ระดมความเห็นในการตั้งฉายาผู้ที่ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงภาพการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยในรอบปี 2555 สื่อมวลชนประจำรัฐสภา เล็งเห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านการเมืองของประเทศ พร้อมกันนี้ยืนยันว่า การตั้งฉายาดังกล่าวได้ใช้เหตุผล ความบริสุทธิ์ใจ ปราศจากการแทรกแซงจากทุกฝ่าย และ การพิจารณาทั้งหมดได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของสื่อมวลชนประจำรัฐสภา


กลับขึ้นด้านบน