อสมท.สั่งระงับโฆษณาแร่ใยหิน ภายในวันที่ 3 ม.ค.2556

อสมท.สั่งระงับโฆษณาแร่ใยหิน ภายในวันที่ 3 ม.ค.2556

อสมท.สั่งระงับโฆษณาแร่ใยหิน ภายในวันที่ 3 ม.ค.2556

รูปข่าว : อสมท.สั่งระงับโฆษณาแร่ใยหิน ภายในวันที่ 3 ม.ค.2556

อสมท.สั่งระงับโฆษณาแร่ใยหิน ภายในวันที่ 3 ม.ค.2556 เครือข่ายผู้บริโภค เตรียมหาช่องทางกฎหมาย ควบคุมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบแร่ใยหิน หลังยังพบผู้ประกอบการบางราย ยืนยันถึงความจำเป็นในการใช้แร่ใยหินรวมทั้งเตรียมเข้าพบ ขณะที่วิทยุในเครือ อสมท. พร้อมระงับการเผยแพร่โฆษณาแร่ใยหินที่ระบุว่าไม่เป็นอันตราย ภายในวันที่ 3 มกราคม 2556 หลังได้รับข้อมูล ข้อเท็จจริงว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพจริง

นายพัชระ สารพิมพา ผู้อำนวยการสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 100.5 เปิดเผยว่า เตรียมระงับการเผยแพร่โฆษณาที่ระบุเนื้อหา แร่ใยหินไม่เป็นอันตราย ภายในวันที่ 3 มกราคม 2556 เนื่องจากได้พิจารณาข้อมูลที่ได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่ประกอบด้วย รายละเอียดมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 3 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2554 เรื่องการยกเลิกนำเข้าแร่ใยหิน รวมถึงข้อมูลทางการแพทย์ และงานวิจัยผลกระทบทางสุขภาพ ยืนยันว่าแร่ใยหิน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด และโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอด ทำให้ได้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้

ส่วนรายละเอียดสัญญาโฆษณาที่ทำไว้กับ บริษัทกระเบื้องโอฬาร จำกัด นั้น จะมีการพูดคุยทางฝ่ายกฎหมายเพื่อปรับแก้สัญญาตามความเหมาะสมต่อไป และเชื่อว่ามีเหตุผลรองรับเพียงพอที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจากนี้ไปต้องพิจารณารายละเอียดของเนื้อหาโฆษณาให้รอบคอบมากขึ้น

ด้านนางสมบุญ สีคำดอกแค สภาเครือข่ายผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย บอกว่า สื่อควรมีความรับผิดชอบ ตระหนักถึงข้อมูล ข้อเท็จจริง ก่อนนำเสนอเรื่องราวใดๆ ออกสู่สังคม เพราะจะสร้างความสับสน เข้าใจผิดได้ และควรแสดงออกถึงความรับผิดชอบในชีวิต สุขภาพ ของประชาชน มากว่าเรื่องธุรกิจ ผลกำไร โดยปีหน้าจะไปขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อสอบถามท่าทีและระยะเวลาในเรื่องการยกเลิกแร่ใยหิน

ขณะที่นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค บอกว่า จะเร่งประชาสัมพันธ์ ให้กับประชาชนเพื่อเลือกใช้สินค้าที่ปลอดภัย โดยต้องพิจารณาเลือกซื้อสินค้าที่ไม่เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ แม้ทางบริษัทผู้ผลิตบางราย จะยังยืนยันใช้แร่ใยหิน และมีผลิตภัณฑ์วางขายอยู่ทั่วไป เตรียมใช้วิธีทางกฎหมาย โดยจะศึกษาดูว่ามีช่องทางใดที่จะระงับการวางขายสินค้าเหล่านี้ได้บ้าง  ขณะเดียวกันเตรียมทวงถามความรับผิดชอบจากกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าจะปฏิบัติตามมติ ครม. ที่ห้ามนำเข้าแร่ใยหินได้จริงจังอย่างไร


กลับขึ้นด้านบน