กสทช.เตือนขายอุปกรณ์ดักฟังโทรศัพท์โดยไม่รับอนุญาต จำคุก 5 ปี

กสทช.เตือนขายอุปกรณ์ดักฟังโทรศัพท์โดยไม่รับอนุญาต จำคุก 5 ปี

กสทช.เตือนขายอุปกรณ์ดักฟังโทรศัพท์โดยไม่รับอนุญาต จำคุก 5 ปี

รูปข่าว : กสทช.เตือนขายอุปกรณ์ดักฟังโทรศัพท์โดยไม่รับอนุญาต จำคุก 5 ปี

กสทช.เตือนขายอุปกรณ์ดักฟังโทรศัพท์โดยไม่รับอนุญาต จำคุก 5 ปี กสทช. แจ้งการนำเข้าเครื่องดักฟังโทรศัพท์โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี พร้อมเรียกกิจการร่วมค้า สพิธต้า พีพีเอสซี ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยที่นำเข้าอุปกรณ์ดักฟังมาสาธิต เข้าชี้แจงในวันที่ 12 พ.ค. 2558

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่าตามที่มีการนำเสนอข่าว ว่ามีการนำเข้าอุปกรณ์ดักโทรศัพท์มาขายบนเว็บไซต์นั้น สำนักงาน กสทช. ขอเตือนว่าอุปกรณ์ดังกล่าวจะนำเข้ามาได้เฉพาะหน่วยงานของรัฐด้านความมั่นคงและต้องได้รับได้รับอนาญาตจาก กสทช. เท่านั้น ส่วนเอกชนไม่สามารถนำเข้าอุปกรณ์ดังกล่าวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาใช้งานจะมีความผิดมากขึ้น โดยจะมีความผิดฐาน นำเข้า มี และใช้ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ที่จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ทั้งนี้ กสทช. จะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบเว็บไซต์ รวมถึงบริษัทที่มีชื่ออยู่ตามเว็บไซต์เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สำหรับกรณีเจ้าหน้าที่ทหารกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ได้ทำการจับชาวอิสราเอลจำนวน 9 คน ขณะสาธิตเครื่องค้นหาสัญญาณโทรศัพท์ ติดตั้งระบบตรวจจับสัญญาณและประมวลผลบนโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบจีเอสเอ็ม 3G และ 4G นั้น สำนักงาน กสทช. ได้ทำการตรวจสอบแล้วและได้มีหนังสือให้กิจการร่วมค้า สพิธต้า พีพีเอสซี ผู้นำเข้าอุปกรณ์เครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวมาให้ข้อเท็จจริงในวันอังคารที่ 12 พ.ค. 2558 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน กสทช. พร้อมทั้งให้นำเอกสารมาแสดงด้วย

ทั้งนี้ หากการนำเข้าอุปกรณ์ดังกล่าวมีหลักฐานว่าได้รับการอนุญาตให้นำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็จะไม่มีปัญหาอะไร แต่หากไม่ได้รับอนุญาตจะมีความผิดฐาน นำเข้า มี และใช้ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตามมาตรา 6 และมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ตามมาตรา 23 ของ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ซึ่งสำนักงาน กสทช. จะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


กลับขึ้นด้านบน