กสทช.ลงพื้นที่สุ่มตรวจ พบ "เอไอเอส-ดีแทค" ไม่ยกเลิกวันหมดอายุบัตรเติมเงิน

กสทช.ลงพื้นที่สุ่มตรวจ พบ "เอไอเอส-ดีแทค" ไม่ยกเลิกวันหมดอายุบัตรเติมเงิน

กสทช.ลงพื้นที่สุ่มตรวจ พบ "เอไอเอส-ดีแทค" ไม่ยกเลิกวันหมดอายุบัตรเติมเงิน

รูปข่าว : กสทช.ลงพื้นที่สุ่มตรวจ พบ "เอไอเอส-ดีแทค" ไม่ยกเลิกวันหมดอายุบัตรเติมเงิน

กสทช.ลงพื้นที่สุ่มตรวจ พบ กสทช. ลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบศูนย์บริการของค่ายมือถือ ว่ายกเลิกวันหมดอายุในบัตรเติมเงินตามที่ กสทช.กำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งพบว่ายังไม่ปฏิบัติตาม ขณะเดียวกันสัปดาห์หน้าเครือข่ายผู้บริโภคจะยื่นจดหมายเรียกร้อง กสทช. ให้เพิ่มค่าปรับค่ายมือถือจากวันละ 100,000 บาท เป็นวันละ 5,000,000 บาท และหากไม่มีความคืบหน้าใน 7 วัน ก็จะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง

ภายหลังกรรมการ กสทช. พร้อมด้วยเลขาธิการ และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์บริการค่ายโทรศัพท์มือถือในกรุงเทพมหานคร ประมาณ 2 ชั่วโมง พบว่า ผู้ให้บริการเครือข่ายเอไอเอส และดีแทค ยังไม่ยกเลิกการกำหนดวันหมดอายุในบัตรเติมเงินตามที่ กสทช.กำหนด แต่กลับใช้วิธีขยายวันในบัตรเติมเงิน โดยผู้บริโภคต้องเติมเงิน หรือ หักเงินที่เหลือในระบบเพื่อขยายวัน ซึ่งเอไอเอส ให้ขยายทุกๆ 30 วัน ส่วนดีแทค จะหักเงินลูกค้า 2 บาท เพื่อขยาย 1 วัน

ส่วนการแสดงบัตรประชาชนเมื่อซื้อซิมเติมเงินนั้น ระหว่าง กสทช.ลงพื้นที่ตรวจสอบ ทั้ง 2 ค่ายอ้างว่า อยู่ระหว่างปิดปรับปรุงระบบฐานข้อมูล ทำให้ กสทช.ไม่สามารถตรวจสอบประเด็นนี้ได้ โดยจะใช้เวลาปรับปรุงประมาณ 2 สัปดาห์

ส่วนเรื่องการคิดค่าโทรฯ ห้ามเกินนาทีละ 99 สตางค์ ทางเอไอเอส ดีแทค และทรู แจ้งว่า ส่วนใหญ่เป็นโปรโมชั่นเก่าซึ่งไม่มีผลต่อการออกคำสั่งในวันนี้ แต่การคิดโปรโมชั่นใหม่ก็พร้อมที่ทำตามที่ กสทช.สั่ง

วันนี้(18 ม.ค.) กสทช. สั่งตั้งคณะทำงาน 1 ชุด เพื่อพิจารณาเพิ่มค่าปรับ มากกว่าวันละ 100,000 บาท และจะแจ้งจดหมายเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลัง 1 ปี ที่เอกชนยังไม่เคยส่งมาให้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว จนถึงวันที่ 18 มกราคมปีนี้ รวมเป็นเงินกว่า 74 ล้านบาท

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ระบุว่า วันที่ 23 มกราคม 2556 จะไป กสทช.เพื่อยื่นจดหมายถึงเลขาธิการ กสทช. เรียกร้องให้เพิ่มค่าปรับทางปกครองจากวันละ 100,000 บาท เป็นวันละ 5,000,000 ล้านบาท เนื่องจากเอกชนไม่ปฏิบัติตาม และหากไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาภายใน 7 วัน ก็จะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เพราะเห็นว่าเป็นความเสียหายที่เกิดกับผู้บริโภค


กลับขึ้นด้านบน