พม่าประกาศยุติสู้รบคะฉิ่น

พม่าประกาศยุติสู้รบคะฉิ่น

พม่าประกาศยุติสู้รบคะฉิ่น

รูปข่าว : พม่าประกาศยุติสู้รบคะฉิ่น

พม่าประกาศยุติสู้รบคะฉิ่น รัฐบาลพม่าประกาศยุติการสู้รบกับกองกำลังปลดปล่อยคะฉิ่นตั้งแต่เช้าวันนี้เป็นต้นไป แต่ฝ่ายคะฉิ่นอ้างว่า ยังมีการสู้รบกันอยู่และต้องจับตามองต่อไปว่าการสู้รบจะยุติลงหรือไม่ ขณะที่ผู้นำพม่าระบุว่าจะปฏิรูปประเทศโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

หลังจากเมื่อวานนี้ สภาผู้แทนราษฎรพม่าได้ให้การรับรองอย่างเป็นเอกฉันท์ ต่อข้อเสนอที่ให้ยุติการสู้รบระหว่างกองทัพพม่า กับกองกำลังปลดปล่อยคะฉิ่น ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2554 และทวีความรุนแรงขึ้นในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุด รัฐบาลพม่าออกแถลงการณ์ว่า พลเอก เต็ง เส่ง ประธานาธิบดี สั่งการให้กองทัพแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และเชื่อมั่นว่ากองกำลังปลดปล่อยคะฉิ่น จะร่วมมือกับรัฐบาลพม่า เพื่อนำไปสู่สันติภาพ ซึ่งกองทัพให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของประธานาธิบดี ตั้งแต่เวลา 6.00 น.ของวันนี้ ยกเว้นการใช้อาวุธเพื่อป้องกันตนเอง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ท้งสองฝ่ายยุติการสู้รบ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด เนื่องจากการสู้รบทำให้มีประชาชนหลายหมื่นคน ต้องไร้ที่อยู่ และมีชาวคะฉิ่นเสียชีวิตหลายสิบคน ขณะที่รัฐบาลเผยว่ามีทหารเสียชีวิต 35 นาย และได้รับบาดเจ็บ 190 นาย ส่งผลให้นานาชาติจับตามองด้วยความห่วงกังวล และเกรงว่าจะส่งผลเสียต่อการปฏิรูปประเทศพม่า

แม้รัฐบาลออกแถลงการณ์ยุติการสู้รบ แต่กองกำลังปลดปล่อยคะฉิ่นยังไม่รับข้อตกลง และบอกว่าต้องดูกันต่อไป พร้อมระบุว่า พม่าไม่เคยรักษาสัญญา เพราะวันนี้ยังมีการสู้รบใกล้กับเมืองไลซา บริเวณพรมแดนติดกับประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังปลดปล่อยคะฉิ่น และวิเคราะห์ว่าการที่รัฐบาลพม่าประกาศยุติการสู้รบ เพราะกองทัพพม่าเป็นฝ่ายเหนือกว่า เพราะสามารถโอบล้อมฐานที่มั่นของกองกำลังปลดปล่อยคะฉิ่นในเมืองไลซาได้แล้ว

ขณะที่ ชาวคะฉิ่นที่ศูนย์ลี้ภัยในเมืองไลซากังวลถึงความปลอดภัย เพราะไม่แน่ใจว่าทั้งสองฝ่ายจะยุติการสู้รบจริงหรือไม่ หากมีการสู้รบก็อาจทำให้ลูกปืนใหญ่ตกในค่ายผู้ลี้ภัยได้ และยังเป็นห่วงเรื่องอาหารซึ่งเกรงว่า จะไม่เพียงพอในระยะยาว เพราะไม่ได้รับบริจาคอาหารจากองค์กรด้านมนุษยธรรมมานานแล้ว ขณะที่มีชาวคะฉิ่นอพยพมาอยู่ในศูนย์ลี้ภัยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังวันคริสต์มาสที่กองทัพพม่าโจมตีทางอากาศในรัฐคะฉิ่น

ขณะเดียวกันพลเอกเต็ง เส่ง ได้กล่าวต่อตัวแทนของประเทศผู้บริจาค ซึ่งประกอบไปด้วยสหรัฐฯ, สหภาพยุโรป, ญี่ปุ่น, ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ว่ารัฐบาลจะปฏิรูปประเทศโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตอบสนองความต้องการ,ความคาดหวังและสิ่งที่ประชาชนปรารถนา พร้อมทั้งจะปรับปรุงภาคการผลิต สร้างงาน ทำให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น เข้าถึงการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการสังคม ไฟฟ้าและเข้าถึงการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งรัฐบาลพม่าหวังว่าจะบริหารประเทศตามเป้าหมาย หากได้รับการช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยรัฐบาลตั้งเป้าลดความยากจนจากร้อยละ 26 เหลือร้อยละ 16 ภายในปี 2558

การสำรวจของไอเอ็มเอฟ พบว่าเศรษฐกิจของพม่าในช่วงปี 2554-2555 เติบโตร้อยละ 5.5 และคาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจของพม่าจะโตร้อยละ 6.25


แท็ก

กลับขึ้นด้านบน