พบข้อมูลสตรีทำแท้งไม่ปลอดภัยทั่วโลกปีละ 80,000 คน

พบข้อมูลสตรีทำแท้งไม่ปลอดภัยทั่วโลกปีละ 80,000 คน

พบข้อมูลสตรีทำแท้งไม่ปลอดภัยทั่วโลกปีละ 80,000 คน

รูปข่าว : พบข้อมูลสตรีทำแท้งไม่ปลอดภัยทั่วโลกปีละ 80,000 คน

พบข้อมูลสตรีทำแท้งไม่ปลอดภัยทั่วโลกปีละ 80,000 คน พบข้อมูลผู้หญิงทั่วโลกที่เสียชีวิตจากการทำแท้งไม่ปลอดภัยปีละ 80,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย เนื่องจากผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม ไม่รู้ข้อกฎหมาย และแพทย์ไม่กล้าทำแท้งให้ ทั้งที่กฎหมายอาญาระบุชัดเจนว่าสามารถทำได้ ส่งผลให้ผู้หญิงหันไปใช้บริการจากคลินิคผิดกฎหมายแทน

การประชุมนานาชาติครั้งที่ 2 เรื่องสุขภาพสตรีและการทำแท้งไม่ปลอดภัย มีข้อห่วงใยถึงปัญหาการทำแท้งไม่ปลอดภัย ที่ส่งผลกระทบต้อสุขภาพของหญิงวัยเจริญพันธุ์ทั่วโลก และจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยองค์การอนามัยโลกประมาณการว่า ทั่วโลกมีผู้หญิงที่ต้องเผชิญปัญหาทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ปีละ 20 ล้านคน และมีถึง 80,000 คนที่เสียชีวิตจากการทำแท้งไม่ปลอดภัย หรือคิดเป็นชั่วโมงละ 9 คน ในจำนวนนี้มีถึงร้อยละ 95 เป็นผู้หญิงที่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย

นพ.กิตติพงศ์ แซ่งเจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย บอกว่าการท้องไม่พร้อมเกิดขึ้นได้ในผู้หญิงทุกกลุ่มอายุ แต่จะพบมากในกลุ่มอายุต่ำกว่า 25 ปี เนื่องจากไม่รู้วิธีการตั้งครรภ์ และการคุมกำเนิด นำไปสู่การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย แม้ตามกฎหมายอาญา จะมีเงื่อนไขที่ระบุถึงการยุติการตั้งครรภ์ ในกรณีของการตั้งครรภ์แล้วส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ถึงแก่ชีวิต การตั้งครรภ์โดยถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือข่มขืนใด รวมถึงการตั้งครรภ์ในหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี แต่กลุ่มเหล่านี้ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิตามกฎหมาย และผู้ที่ให้บริการทางการแพทย์ ก็ไม่กล้าดำเนินการเพราะกลัวปัญหาการฟ้องร้อง ทั้งที่สามารถทำได้ในกรณียกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ เลือกที่จะทำแท้งในคลินิคเถื่อน ทำให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

ที่ประชุมยังระบุถึงการรณรงค์ขององค์การอนามัยโลก ที่ต้องการให้ประเทศสมาชิก เข้าถึงงการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยตามบริบทสังคม และกฎหมายของแต่ละประเทศ และยังแนะนำวิธีดำเนินการที่เป็นที่ยอมรับ ได้แก่ วิธีการดูดมดลูกด้วยสูญญากาศแทนการขูดมดลูก เพราะจะเกิดอันตรายต่อสุขภาพ เกิดการติดเชื้อ, ตกเลือด และอาจเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ยาสำหรับอายุครรภ์ไม่เกิน 9สัปดาห์ หรือ 63 วัน ซึ่งเป็นยาที่องค์การอนามัยโลกขึ้นทะเบียนเป็นบัญชียาหลัก และเป็นวิธีการที่ปลอดภัยที่สุด


กลับขึ้นด้านบน