"ไนจีเรีย" คว้าเเชมป์ "เเอฟริกันเนชันส์คัพ" ครั้งเเรกในรอบ 19 ปี

"ไนจีเรีย" คว้าเเชมป์ "เเอฟริกันเนชันส์คัพ" ครั้งเเรกในรอบ 19 ปี

"ไนจีเรีย" คว้าเเชมป์ "เเอฟริกันเนชันส์คัพ" ครั้งเเรกในรอบ 19 ปี

รูปข่าว : "ไนจีเรีย" คว้าเเชมป์ "เเอฟริกันเนชันส์คัพ" ครั้งเเรกในรอบ 19 ปี

ไนจีเรียคว้าเเชมป์เเอฟริกันเนชันส์คัพเป็นครั้งเเรกในรอบ 19 ปี หลังเฉือนชนะ บูกีน่า ซาโฟ ไปหวุดหวิด

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งทวีปแอฟริกา แอฟริกัน คัพ ออฟ เนชันส์ 2013 ที่สนาม ซ็อกเกอร์ สเตเดียม นครโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ไนจีเรีย เฉือนชนะ บูร์กินาฟาโซ ทีมม้ามืดที่หลุดผ่านเข้ามาชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งเเรก ไปหวุดหวิด 1-0 โดยได้ประตูชัยในนาทีที่ 40 จาก ซันเดย์ เอ็มบา เเละนับเป็นเเชมป์รายการเเรกในรอบ 19 ปี ที่ทีมอินทรีมรกตทำได้ หลังจากเคยคว้าเเชมป์ครั้งสุดท้ายในปี 1994 ที่ตูนิเซีย เเละนับเป็นเเชมป์สมัยที่ 3 ของทีมไนจีเรีย นอกจากนั้น สเตฟาน โอเคชุควู เคสชิ ยังสร้างประวัติศาสตร์ เป็นกุนซือรายที่ 2 ที่สามารถคว้าเเชมป์ได้ทั้งในฐานะผู้เล่นเเละผู้จัดการทีม

ที่สำคัญนักฟุตบอลทีมไนจีเรีย ยังได้รับเงินรางวัลจำนวนไปครองประมาณ 48 ล้านบาท พร้อมได้สิทธิ์ไปเเข่งฟุตบอล คอนเฟดเดอเรชัน คัพ 2013 ช่วงกลางปีนี้ที่ประเทศบราซิล ในฐานะแชมป์ทวีปแอฟริกาใต้ โดยอยู่ร่วมกลุ่มบี กับ สเปน อุรุกวัย และ ตาฮิติ

ถ้าดูจากชื่อชั้นถือว่า ไนจีเรีย ได้เปรียบ บูกีนา ซาโฟ ค่อนข้างมาก เพราะว่า ทีมไนจีเรีย มีประสบการณ์ในการผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาเเล้วถึง 4 ครั้ง รวมทั้งลงเล่นฟุตบอลเเอฟริกันเนชันส์คัพมาถึง 17 ครั้ง เเละคว้าเเชมป์ได้ถึง 3 สมัย ผิดกับ บูกีน่า ซาโฟ ทีมจากเเอฟริกาตะวันตก ที่ไม่เคยลงเล่นฟุตโลกรอบสุดท้ายเเม้เเต่หนเดียว

มิหนำซ้านี่ยังเป็นครั้งเเรกที่พวกเค้าทะลุมาถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลชิงเเชมป์เเห่งชาติเเอฟริกัน เริ่มจากรอบเเบ่งกลุ่ม ด้วยการยันเสมอไนจีเรียมา 1-1 ตามด้วย ถล่ม เอธิโอเปีย 4-0 เเละเสมอ เเซมเบีย 0-0 ก่อนที่จะผ่านรอบชิงชนะเลิศด้วยวินัยในเกมรับ หลังจากพลิกล็อคชนะโตโก ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-0 ตามด้วยการพลิกล็อคชนะ กาน่า ในการดวลจุโทษในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งปัจจัยสำคัญน่าจะมาจากนักเตะภายในทีมทั้งหมดต่างมีประสบการณ์ในการลงเล่นลีกต่างประเทศ โดยมีนักเตะเล่นในทวีปเเอฟริกา 4 คน เอเชีย 3 คน เเละลงเล่นในยุโรปมากถึง 16 คน โดยเล่นในฝรั่งเศสมากสุด 6 คน

สำหรับผู้เล่นกำลังสำคัญของทีมชุดนี้ประกอบด้วย มูมูนี่ ดากาโน่ ศูนย์หน้ากัปตันทีมวัย 32 ปี ผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลให้ฟาโซ ที่ 31 ประตู รวมทั้งยังมี อเเล็ง ตราโอเร่ ศูนย์หน้าวัย 24 ปี จากทีมลอริยองท์ ในลีกเอิงฝรั่งเศส / ส่วนเพลเมคเกอร์ต้องยกให้ โจนาธาน ปิตรอยป้า กองกลางจากเเรนส์

ส่วนหัวใจของเเนวรับชุดนี้อยู่ที่ บาการี่ โคเน่ กองหลังวัย 24 ปี จากโอลิมปิก ลียง เเต่ความสำเร็จที่ม้ามืดทีมนี้ทำได้ ส่วนหนึ่งก็ต้องยกเครดิตให้ paul put กุนซือชาวเบลเยี่ยม ที่พลิกวิกฤติของตัวเอง หลังจากถูกสหพันธ์ฟุตบอลเบลเยี่ยมลงโทษเเบนถึง 3 ปี จากกรณีล็อคผลการเเข่งขันในปี 2007

ก่อนจะมาคุมทีมชาติเเกมเบีย เเละถูกไล่ออก เเต่กลับมาประสบความสำเร็จอย่างสูงในการชุบชีวิตทีมฟาโซ ชุดนี้ ในเดือนมีนาคมปีที่เเล้ว จนสร้างทีมมาอยู่เเถวหน้าของเเอฟริกา ทั้งที่เป็นประเทศยากจนลำดับต้นๆ ตามการจัดลำดับของสหประชาชาติ นอกจากนี้ ยังเผชิญกับปัญหาด้านความมั่นคงมนุษย์ เช่น อัตราความไม่รู้หนังสือของประชาชนที่มีสูงถึงร้อยละ 70 และประชากรมีอายุเฉลี่ยเพียง 44 ปีเท่านั้น เนื่องจากประสบปัญหาโรคระบาด โดยเฉพาะโรคเอดส์และมาลาเรีย

เป้าหมายต่อไปของทีมบูกีน่า ซาโฟ คือการลงเเข่งฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเเอฟริกา ที่จะลงเล่นกับ ไนเจอร์ ในวันที่ 22 มีนาคมนี้ หลังจากลงเเข่งมาเเล้ว 2 เกม พวกเค้าเเพ้รวดทั้ง 2 เกม รั้งอันดับสุดท้ายของกลุ่ม อี


กลับขึ้นด้านบน