"ดีเอสไอ" พบการสวมบัตรปชช.ในจ.ลพบุรี โยงเครือข่ายยาเสพติด

"ดีเอสไอ" พบการสวมบัตรปชช.ในจ.ลพบุรี โยงเครือข่ายยาเสพติด

"ดีเอสไอ" พบการสวมบัตรปชช.ในจ.ลพบุรี โยงเครือข่ายยาเสพติด

รูปข่าว : "ดีเอสไอ" พบการสวมบัตรปชช.ในจ.ลพบุรี โยงเครือข่ายยาเสพติด

ไทยพีบีเอส ยังคงติดตามตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มชื่อ และสวมบัตรประชาชน ให้ขบวนการค้ายาเสพติด หลังก่อนหน้านี้มีการลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย จนพบความผิดปกติ และพบว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกระทำผิด จนถึงขั้นถูกสั่งย้าย ล่าสุดการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ พบว่าเจ้าหน้าที่คนเดิม ที่เคยกระทำผิดและถูก ย้ายมาอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง และได้มากระทำผิดซ้ำอีก ทั้งการเพิ่มชื่อ สวมบัตรฯ และเกี่ยวข้องกับการสวมบัตรประชาชนให้เครือข่ายยาเสพติด

เป็นกรณีล่าสุด ที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พบหลักฐานการสวมบัตรประชาชนในพื้นที่อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี และผู้สวมบัตรประชาชนเป็นเครือข่ายยาเสพติด นายปรเมศ มัจฉานุวงค์ มีชื่อในข้อมูลทะเบียนราษฎร์ที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน มีเลขบัตรประชาชนนำหน้าคือเลข 2 ที่หมายถึงการแจ้งเกิดล่าช้า ซึ่งนายปรเมศทำบัตรประชาชนครั้งแรก ขณะอายุ 18 ปี แต่เมื่อนายปรเมศถูกออกหมายจับคดียาเสพติด จึงใช้วิธีการฟอกตัว ด้วยวิธีการเพิ่มชื่อที่อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ในชื่อนายสมชาย เจตจำนงหมาย และยื่นทำบัตรครั้งแรกที่อ.หางดง ขณะอายุ 24 ปี ครั้งนั้น นำใบสุทธิมาแสดงและระบุว่าเพิ่งสึกจากการเป็นพระ ก่อนหลบหนี และเมื่อถูกออกหมายจับอีกครั้ง ก็มีการไปสวมบัตรประชาชน ของนายรุจน์ รัตนเมือง

กรณีของนายปรเมศเกี่ยวข้องกับพื้นที่อ.โคกสำโรง เพราะมีการพักงานเจ้าหน้าที่ทะเบียนไปก่อนหน้านี้ 2 คน จากการตรวจพบรับทำบัตรประชาชนครั้งล่าสุด ในชื่อนายรุจน์ ซึ่งทำขึ้นที่อ.โคกสำโรง สอดคล้องกับการตรวจสอบของอ.โคกสำโรง ที่พยายามตรวจสอบเอกสารย้อนหลังโดยเฉพาะใบคำร้องขอมีบัตรประชาชน หรือใบบป. 1 พบว่า เอกสารประกอบคำร้องกลับหายหมด และพบเจ้าหน้าที่คนเดิมยังเกี่ยวข้องกับการสวมบัตรอีกประมาณ 16 คน

แม้จะพักงานข้าราชการที่กระทำความผิด ซึ่งยอมรับในชั้นสอบสวนข้อเท็จจริงว่า มีการทำเป็นขบวนการสวมบัตรประชาชน และนายปรเมศ ถูกตำรวจติดตามจับได้แล้ว แต่จากพยานหลักฐานที่พบในการเตรียมทำบัตรประชาชนใบใหม่ ในชื่อ นายสมชาย ศรีเมือง ก่อนถูกจับไปเมื่อกว่า 1 ปี เกี่ยวข้องกับสำนักทะเบียนแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดหนึ่งในภาคกลาง ที่ยังไม่ถูกตรวจสอบ ทำให้เจ้าหน้าที่ตั้งสมมติฐานอีกครั้งว่า ยังมีเครือข่ายเจ้าหน้าที่ที่ร่วมทุจริต และยังไม่ถูกตรวจสอบอยู่


กลับขึ้นด้านบน