"ดีเอสไอ" สอบหานายหน้าสวมบัตรประชาชน

"ดีเอสไอ" สอบหานายหน้าสวมบัตรประชาชน

"ดีเอสไอ" สอบหานายหน้าสวมบัตรประชาชน

รูปข่าว : "ดีเอสไอ" สอบหานายหน้าสวมบัตรประชาชน

การติดตามตรวจสอบขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎร์ ที่ถือเป็นภัยต่อความมั่นคง ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทีมข่าวไทยพีบีเอสติดตาม ตั้งแต่ตัวบุคคลที่ถูกสวมบัตร จนล่าสุดเข้าไปสอบปากคำอาสาสมัครที่ถูกจับ คดีสวมบัตร จนพบว่านายหน้าเป็นเครือข่ายใหญ่รับสวมบัตรทั้งพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลาง และอยู่ระหว่างตรวจสอบบัญชีเส้นทางการเงิน

การติดตามการทุจริตทางทะเบียนราษฎร์ที่ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงที่ไทยพีบีเอสตรวจสอบในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลางเช่นการแจ้งเกิดเท็จ และการสวมบัตรประชาชน ล่าสุดการสืบสวนทำให้พบบุคคลที่เป็นนายหน้า และอยู่ในขบวนการสวมบัตรประชาชน ในพื้นที่ภาคกลางแล้ว และเตรียมอยู่ระหว่างตรวจสอบบัญชีเส้นทางการเงิน

เอกสารการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน 23 คน ที่เจ้าพนักงานปกครอง อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี นำมาให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษตรวจ พบว่าทั้ง 23 คน ไม่ใช่บุคคลที่แท้จริง หรือพบการสวมบัตรประชาชน ที่แม้มีการดำเนินคดีกับอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยงานทะเบียนแล้ว แต่เป็นการตรวจสอบซ้ำ เพราะต้องการหาตัวบุคคลที่เป็นนายหน้าที่รับทำ

ตัวอย่างเอกสารเช่น นายโสภา บุญมา ยื่นขอทำบัตรครั้งแรก ที่อำเภอเสาไห้ช่วงปี 2551 แต่การตรวจสอบกลับปรากฏว่านายโสภา ตัวจริง เป็นบุคคลพิการทางสมอง และไม่เคยทำบัตรประชาชน เช่นเดียวกับกรณีนายสมศักดิ์ แซ่ลิ้ม ที่ตรวจพบภาพบุคคลใบหน้าที่ขอทำบัตรไม่ใช่ตัวจริง และญาติยืนยันว่านายสมศักดิ์เดินทางไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่อายุ 8 ปี

เมื่อได้ข้อมูลเอกสารการขอทำบัตรประชาชน ดีเอสไอเดินทางไปที่ เรือนจำจังหวัดสระบุรี เพื่อสอบปากคำอาสาสมัครที่เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานปกครอง และเป็นผู้จัดทำการสวมบัตรประชาชน และใช้เวลาสอบปากคำ 1 ชั่วโมง จนได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และสามารถทราบตัวบุคคลที่เป็นนายหน้าติดต่อ และสิ่งที่ทำให้พนักงานสอบสวน พบข้อสังเกตุเพิ่มเติมคือ คำให้การระบุ นายหน้าจะนำเลข 13 หลักที่ทำบัตรประชาชนมาให้สวมบัตร ซึ่งตามข้อเท็จจริง เหตุใดผู้เป็นนายหน้า สามารถทราบหมายเลข 13 หลัก ของผู้ที่ไม่มีความเคลื่อนไหวในทะเบียนราษฎร์จากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

ใน 23 คดีนี้ มีเพียงการลงโทษดำเนินคดีกับผู้ช่วยเจ้าพนักงานปกครอง ผู้รับสวมบัตรประชาชนให้เท่านั้น ส่วนผู้ทำการสวมบัตรประชาชน หรือบุคคลตัวปลอม รวมถึงนายหน้ายังไม่มีการติดตาม หรือนำตัวมาดำเนินคดี ขณะที่ 1 ใน 23 คนก็พบเป็นเครือข่ายยาเสพติด ที่มีการสวมบัตรประชาชนคนไทยถึง 5 ชื่อ ซึ่งดีเอสไอเตรียมนำหลกฐานไปเชื่อมโยง และติดตามตัวเครือข่ายเหล่านี้ ที่ถือเป็นเครือข่ายสำคัญของการสวมบัตรประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง


กลับขึ้นด้านบน