นายกฯ ร่วมงานเลี้ยงที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ วานนี้ (11 มี.ค.)

นายกฯ ร่วมงานเลี้ยงที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ วานนี้ (11 มี.ค.)

นายกฯ ร่วมงานเลี้ยงที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ วานนี้ (11 มี.ค.)

รูปข่าว : นายกฯ ร่วมงานเลี้ยงที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ วานนี้ (11 มี.ค.)

นายกฯ ร่วมงานเลี้ยงที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ วานนี้ (11 มี.ค.) นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เมื่อคืนวานนี้ (11 มี.ค.) โดยนายกฯ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ในหลากหลายประเด็น ตั้งแต่เรื่องความกังวลทางเศรษฐกิจ จนถึงกระบวนการเจรจาสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และที่หนีไม่พ้น คือความเชื่อมโยงกับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงสิ่งที่ทำมาตลอดทั้งปี และได้หยิบยก ยุทธศาสตร์ประเทศ มาอธิบายต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศ จากนั้นจึงเปิดโอกาสให้ซักถามหลากหลายประเด็น ซึ่งคำถามเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรีแสดงความกังวลของการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศ ที่ต้องติดตามเพื่อให้ชัดเจนว่าเป็นเงินที่หลั่งไหลเข้าลงทุนในประเทศจริง ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่ส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

ส่วนเรื่องโรฮิงยา นายกรัฐมนตรีตอบคำถามถึงข้อกล่าวหาที่ว่าทหารเรือยิงกราดใส่ผู้อพยพชาวโรฮิงยาที่กระโดดหนีลงน้ำ เรื่องข้อกล่าวหาว่าทหารเกี่ยวข้องในขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงยา ว่าเรื่องนี้จะต้องสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และยืนยันไม่ส่งเสริมให้ใช้ความรุนแรงต่อผู้อพยพ พร้อมตอบข้อซักถามเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าจะมีการตกลงถึงการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษหรือไม่ ซึ่งนส.ยิ่งลักษณ์ ก็ยืนยันว่า ต้องการเห็นสันติภาพและการพัฒนาทางเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ และจะไม่มีการแยกดินแดน เพราะเราเป็นไทยด้วยกัน จะต้องคุยกันเพื่อให้ได้คำตอบ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพูดคุยเพื่อให้เกิดสันติภาพ ที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการเจรจาต่อรองใดๆ

ขณะที่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศอีกคนหนึ่ง ถามถึงกรณีที่หนังสือพิมพ์รายงานถึงชื่อของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ที่เป็นผู้พูดคุยกับมาเลเซีย ให้เป็นผู้ประสานงานเจรจาสันติภาพ ว่าเป็นการเหมาะสมหรือไม่ เพราะที่ผ่านมานายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็พยายามทำงานเพื่อให้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ แต่เมื่ออยู่ในตำแหน่งมา 18 เดือน ยังมีการพูดถึงชื่อของอดีตนายกรัฐมนตรีเหมือนเป็นเงาที่ยังตระหง่านอยู่เหนือความสำเร็จของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อีก ซึ่ง นายกฯ ยืนยันว่า ไม่ได้พูดหรือขอบคุณพี่ชาย แต่เป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่หยิบยกชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณขึ้นมา ซึ่งมองว่าการมีคนช่วยพูดหลายๆคนย่อมดีกว่า แต่ก็ยืนยันว่า ตลอด 18เดือนที่ผ่านมา ก็เป็นตัวนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ที่ดูแลประเทศจนเศรษฐกิจฟื้นตัว และไม่ได้เอาแต่พึ่งแต่พี่ชาย จึงมีความเชื่อมั่นและกลับมาตอบคำถามกับผู้สื่อข่าวต่างชาติอีกครั้งในวันนี้

ส่วนประเด็นปราสาทพระวิหาร มีการตั้งคำถามถึงการเตรียมความพร้อมให้คนไทยรับผลการตัดสินที่จะมีขึ้นอย่างไรนายกรัฐมนตรีก็บอกว่า ทุกอย่างเป็นไปตามข้อเท็จจริง ซึ่งรัฐบาลได้ให้ข้อมูลเป็นขั้นเป็นตอน และพยายามเต็มที่ในการให้ข้อมูลต่อคนไทย รวมทั้งพยายามเต็มที่ในการต่อสู้คดีเพื่อปกป้องประโยชน์ของประเทศ


กลับขึ้นด้านบน