จับตา อุบัติเหตุการเมืองกับปมร้อนดัน"เยาวภาเป็น"นายกฯสำรอง"

จับตา อุบัติเหตุการเมืองกับปมร้อนดัน"เยาวภาเป็น"นายกฯสำรอง"

จับตา อุบัติเหตุการเมืองกับปมร้อนดัน"เยาวภาเป็น"นายกฯสำรอง"

รูปข่าว : จับตา อุบัติเหตุการเมืองกับปมร้อนดัน"เยาวภาเป็น"นายกฯสำรอง"

จับตา อุบัติเหตุการเมืองกับปมร้อนดัน ครม.รับทราบการตราร่างพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 ในวันที่ 21 เมษายนนี้ เพื่อแทนตำแหน่งที่ว่างจากกรณีนายเกษม นิมมลรัตน์ ขอลาออกแล้ว ขณะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ คู่สมรสนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ผู้ที่มีชื่อในกระแสข่าวว่า ได้รับการวางตัวให้เป็น "นายกฯสำรอง" ยืนยันว่า คุณสมบัติภรรยาพร้อมลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการบริหารพรรค ก็ลงมติส่งลงสมัครรับด้วยคะแนนเอกฉันท์

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะชี้แจงกรณี"นายกรัฐมนตรีสำรอง" หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้น แต่กล่าวย้ำว่า ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว พร้อมร้องขอโอกาสทำงานให้ครบ 4 ปีตามวาระ แต่กรณีนี้ อดีต คณะกรรมการตรวจสอิบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือ คตส.ชี้ว่า กรณีปล่อยกู้ 30 ล้านบาท ยังมีพิรุธว่าเกิดขึ้นหลังเหตุยึดอำนาจรัฐประหาร 9 กันยายน 2549 ส่วนนักวิชาการ ด้านนิติศาสตร์ เชื่อว่า ผลสุดท้ายของคดี ความผิดอาจตกอยู่ที่บริษัทเอกชนเท่านั้น ซึ่งขณะนี้เกี่ยวพันกับประเด็นร้อนอย่าง  "นายกฯสำรอง" ด้วยนั่นเอง
                      
พลันที่ คณะรัฐมนตรีรับทราบการตราร่างพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 ในวันที่ 21 เมษายนนี้ เพื่อแทนตำแหน่งที่ว่างจากกรณีนายเกษม นิมมลรัตน์ ขอลาออกแล้ว ขณะที่พรรคเพื่อไทย ลงมติเอกฉันท์ส่ง นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.เชียงใหม่ ในนามพรรค ท่ามกลางกระแสว่าเกิดการผลักดันทางการเมืองด้วยยุทธศาสตร์กาารจัดตั้ง "นายกรัฐมนตรีสำรอง"

ด้วยเหตุนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงปฏิเสธที่จะชี้แจงกรณีพรรคเพื่อไทยผลักดันนางเยาวภาเป็น"นายกรัฐมนตรีสำรอง" ด้วยกระแสว่า อาจเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองได้ ขณะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ คู่สมรสนางเยาวภา ยืนยันคุณสมบัติภรรยาพร้อมลงสมัครรับเลือกตั้ง หากคณะกรรมการบริหารพรรคลงมติส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เขต 3 ซึ่งต้องย้อนกลับไปพิจารณาสาเหตุและแนวโน้มการเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจนเป็นเหตุให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยตัดสินใจเตรียมหาตัว"นายกรัฐมนตรีสำรอง"
                    
จึงไม่แปลกที่ กรณีการจัดเตรียม "นายกฯสำรอง"จะเกี่ยวพันกับหลายประเด็น ซึ่งกรณีการจัดหา "นายกฯสำรอง" นั้นก็คือการจัดวางตัวบุคคลที่จะเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 แทนนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ที่ชื่อ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ซึ่งยังคงเป็นบุคคลในพรรคเพื่อไทย และยังเป็นบุคคลจากตระกูลชินวัตร แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงภาพลักษณ์ด้านลบ ที่ว่าด้วยการผูกขาดทางการเมืองมาโดยตลอด

คู่สมรสนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปฏิเสธทันทีที่ถูกถามถึงกรณี"นายกฯสำรอง"ว่า สภาวะของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย หรือบริบทของนายกฯยิ่งลักษณ์ ยังไม่มีความจำเป็นจะต้องจัดวาง"นายกฯสำรอง" และหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นจริง รัฐธรรมนูญกำหนดกระบวนการการเลือกนายกรัฐมนตรีไว้แล้ว ไม่ใช่จะจัดตั้งใครก็ได้ พร้อมระบุด้วยว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ผูกขาดเฉพาะคนในตระกูล"ชินวัตร"

ขณะที่นายกฯยิ่งลักษณ์ นอกจากจะยืนยันถึงการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการแล้ว ก็ขอความเป็นธรรมจาก ป.ป.ช.และโอกาสประชาชน เพื่อทำงานให้ครบเทอม
     
แต่กรณีดังกล่าวนั้นต้องกลับมาดูที่สาเหตุซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนเสริมการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งส.ส.ของนางเยาวภา ต่อกรณีกระแสการจัดวาง"นายกฯสำรอง" ที่มาจากพรรคเพื่อไทยและมาจากคนในตระกูลชินวัตร ซึ่งปัจจัยหลักก็คือ กรณีการแจ้งทรัพย์สินและหนี้สินของนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่ระบุถึงการปล่อยกู้ให้บริษัทแอ๊ดอินเด็กซ์ 30 ล้านบาท ซึ่งมีนายอนุสรณ์ อมรฉัตร คู่สมรสเป็นผู้บริหาร

ผลจากการแถลงของ ป.ป.ช. ระบุว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน รวมถึงกรณีการปล่อยกู้ด้วยเอกสารหลักฐานชัดเจน หากแต่เอกสารที่แนบมา ซึ่งเป็นบัญชีงบดุลของผู้ให้กู้และผู้กู้ กลับไม่ตรงและไม่สอดคล้องกัน ซึ่งหมายถึง 2 ประเด็นที่ ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบ และผลของการตรวจสอบ คือคำตอบว่า ถูกต้องและสิ้นสุดไป หรือมีข้อพิรุธให้ต้องสอบเชิงลึกและไต่สวน เพื่อเข้าสู่การกระบวนการชี้มูลความผิด

ประเด็นบัญชีงบดุลของผู้ให้กู้ ระบุเป็นตัวสัญญาใช้เงิน 3 ฉบับ โดยครั้งแรกให้กู้ 6 ตุลาคม 2549 เป็นเงิน 20 ล้านบาท แต่บัญชีงบดุล ของผู้กู้ในปี 2549 กลับไม่มีระบุข้อมูลไว้ ขณะที่ 2 ครั้งหลัง ผู้ให้กู้ ระบุถึงวันที่ 9 และ 13 มีนาคม ปี 2550 ให้กู้ครั้งละ 5 ล้านบาท และผู้กู้ ระบุจำนวนทั้งหมดของการกู้ไว้ในบัญชีงบดุล ปี 2550 พร้อมดอกเบี้ย

ทั้งนี้ อดีต คตส.ท่านหนึ่งกล่าวเพิ่มเติมว่า น่าสังเกตในข้อพิรุธที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการปล่อยกู้ ที่เกิดขึ้นหลังเหตุยึดอำนาจรัฐประหาร 9 กันยายน 2549 แต่นักวิชาการท่าหนึ่งได้ระบุว่า กรณีนี้ อาจไม่ใช่ความผิดของนายกฯยิ่งลักษณ์ น่าจะเกิดจากความผิดของผู้กู้ ที่ทำบัญชีงบดุลบกพร่อง

และหากเทียบจากหลักปฏิบัติทั่วไปของภาคเอกชน โดยปกติจะปิดงบทุกช่วง 3 เดือนของปี และจะปิดงบครั้งสุดท้ายอีกครั้งในเดือนธันวาคมของทุกปี ดังนั้นในไตรมาส 3 และไตรมาสสุดท้ายของปี บริษัทเอกชน จะปิดงบ คือเดือนตุลาคม,พฤศจิกายนและธันวาคม ย่อมต้องเห็นตัวเลขที่กู้ยืมมาครั้งแรก และหากดูที่ไตรมาสแรกของปี ก็ต้องเห็น ตัวเลขการกู้ยืมใน 2 ครั้งหลัง

ดังนั้น กรณีปล่อยเงินกู้ 30 ล้านบาท นักวิชาการส่วนหนึ่งเทียบเคียงให้ฟังแล้วพบว่ามีความคล้ายคลึงกับรูปคดีกรณีการทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกและ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม นี่จึงเป็นปัจจัยหลักของการคาดการณ์ถึง "อุบัติเหตุทางการเมือง" ที่จะเกิดขึ้นกับนายกฯยิ่งลักษณ์ และเป็นปัจจัยสำคัญของกระแสที่ถูกเรียกว่า "นายกฯสำรอง"
 
ทั้งนี้ การคาดการณ์กับผลของการตรวจสอบกรณีปล่อยกู้ 30 ล้านบาท ดูที่ด้านบวก ก็คือข้อบกพร่องในการจัดทำบัญชีงบดุลของผู้กู้ ซึ่งหมายถึงบริษัทแอ๊ดอินเด็กซ์ ของนายอนุสรณ์ หากความผิดตกอยู่ที่คู่สมรส ซึ่งต้องจับตาดูต่อไปว่า คู่สมรสเป็นคู่สมรสถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หากไม่มีการจดทะเบียนสมรสเท่ากับเป็นความผิดของบุคคล หรือนิติบุคคลเท่านั้น ไม่เชื่อมต่อถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
 
แต่ถ้าเป็นด้านลบ จะเท่ากับว่าเข้าข่ายแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ และหากไม่สามารถชี้แจงที่มาที่ไปของเงินได้ ก็จะเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญ เขียนไว้ถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี โดยมาตรา 174 อ้างถึงคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามไว้ 6 ข้อด้วยกัน แต่ข้อ 4 อ้างถึงมาตรา 102 โดยมาตรา 102 เขียนไว้ถึง 14 ข้อ โดยความสำคัญของกรณีนี้เข้ากับข้อ 7 คือ คุณสมบัติต้องห้ามเพราะเคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินและกรณีร่ำรวยผิดปกติ และตามรัฐธรรมนูญ หากนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงด้วยข้อกล่าวหานี้ มาตรา 180 ระบุว่ารัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย

แต่ถ้าเป็นความผิดเฉพาะบุคคลหรือนิติบุคคล ซึ่งไม่เกี่ยวกับสายสัมพันธ์หรือความเป็นคู่สมรสผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็เท่ากับ ครม.ยังคงอยู่ โดยรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ส.ส.ลงมติแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ภายใน 15 วันโดยใช้เสียง 1 ใน 5 หรือ 126 เสียง ซึ่งปัจจุบันพรรคร่วมรัฐบาลก็มีเสียงร่วม 300 เสียงในมือ และนี่ละคือที่มาของนายกฯตัวจริง คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และที่มาของนายกฯสำรอง คือ นางเยาวภา


แท็ก

กลับขึ้นด้านบน