"สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย" ชี้ค่าเงินแข็งตัว ทำให้ส่งออกยากขึ้น

"สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย" ชี้ค่าเงินแข็งตัว ทำให้ส่งออกยากขึ้น

"สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย" ชี้ค่าเงินแข็งตัว ทำให้ส่งออกยากขึ้น

รูปข่าว : "สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย" ชี้ค่าเงินแข็งตัว ทำให้ส่งออกยากขึ้น

รองนายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าไปดูแลค่าเงินบาท รวมถึงปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 16 ปี ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเข้าแทรกแซง เพื่อฝืนตลาดเล็กน้อย เพื่อลดการเก็งกำไร

ค่าเงินบาทซื้อขายในวันนี้ (21มี.ค.56) ปิดตลาดอ่อนค่าลง อยู่ที่ 29 บาท 34 สตางค์ หลังจากแข็งค่าขึ้นไปถึง 29 บาท 11 สตางค์ สูงสุดในรอบ 16 ปี ซึ่งนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี เห็นว่าว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ควรเข้ามาดูแล โดยพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง แต่รัฐบาลจะยังไม่มีมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้า

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการธนาคารเห็นว่า การแข็งค่าของเงินบาทจะเป็นระยะสั้นๆ และอยู่ในวิสัยที่จัดการได้ แต่สำหรับระยะยาวเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นอีก พร้อมแนะว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเข้าซื้อเงินดอลลาร์ เพื่อฝืนตลาดเล็กน้อย แต่ยังไม่จำเป็นลดดอกเบี้ย

นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยกล่าวว่า รัฐบาลควรดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงในการซื้อขาย เพราะหากผันผวนตลอดเวลา ผู้ประกอบการจะไม่สามารถปรับตัวได้

ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า เงินบาทที่แข็งคาด ทำให้ต้องปรับราคาส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้การส่งออกข้าวปีนี้ยากขึ้นอีก โดยปริมาณข้าวที่จะส่งออกลดลงเหลือ 6 ล้านตัน

ขณะนี้ค่าเงินบาทของไทยสูงที่สุดในภูมิภาคเฉลี่ยร้อยละ 5 โดยศูนย์วิจัยกสิกรประเมินว่า หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาถึงดอลลาร์ละ 28 บาท 90 สตางค์ ยอดการส่งออกจะลดลงเหลือร้อยละ 6.5 จากที่กระทรวงพาณิชย์ประเมินไว้ที่ร้อยละ 8-9


กลับขึ้นด้านบน