เตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อชื่ออาหาร แนะอ่านส่วนผสมอย่างละเอียด

เตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อชื่ออาหาร แนะอ่านส่วนผสมอย่างละเอียด

เตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อชื่ออาหาร แนะอ่านส่วนผสมอย่างละเอียด

รูปข่าว : เตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อชื่ออาหาร แนะอ่านส่วนผสมอย่างละเอียด

เตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อชื่ออาหาร แนะอ่านส่วนผสมอย่างละเอียด เรียกร้องหน่วยงานรัฐตรวจสอบหามาตรการควบคุม จี้ผู้ประกอบการแสดงข้อมูลฉลากชัดเจน

 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลไกคุ้มครองผู้บริโภคความปลอดภัยด้านอาหารภาคประชาชนได้ร่วมกับศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยผลการทดสอบฉลากของอาหารพร้อมบริโภคชนิดแช่เย็นจากร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 76 ตัวอย่าง ทั้งเบอร์เกอร์ แซนด์วิช เกี๊ยว ติ่มซำ ไส้กรอก และลูกชิ้น  ที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ทั้ง หมู ไก่ ปู กุ้ง และปลาหมึก โดยผลการอ่านฉลากอาหารพบว่า  มีอาหารที่ฉลากแสดงชื่ออาหารได้อย่างเหมาะสมกับส่วนประกอบของอาหาร 29 ตัวอย่าง   และมีอาหารจำนวน 47 รายการ (กว่า 2 ใน 3) ที่อาจจะเข้าข่ายการกระทำความผิดฐานการแสดงชื่ออาหารที่ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญ เป็นเท็จ หลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อ หรือทำให้เข้าใจผิด จึงเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐดำเนินการตรวจสอบ และขอให้ผู้ประกอบการดำเนินการแสดงความรับผิดชอบโดยเรียกคืนสินค้าออกจากตลาด แลปรับปรุงฉลากให้ผู้บริโภคเข้าใจชัดเจน

นายพชร แกล้วกล้า ผู้ประสานงานโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งฯ  ได้ร่วมกับ ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า จากการกรณีตรวจพบดีเอ็นเอของเนื้อม้าในเบอร์เกอร์ของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปที่กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงอุตสาหกรรมอาหารเมื่อเดือนที่ผ่านมา  ทำให้ผู้บริโภคในไทยตื่นตัวแจ้งข้อมูลเรื่องฉลากอาหารที่มีส่วนผสมที่ทำให้ผู้บริโภคสับสนมายังมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  ทางโครงการจึงได้ร่วมกับศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ  ทดสอบการแสดงชื่ออาหารและส่วนประกอบของอาหารประเภทพร้อมบริโภคชนิดแช่เย็นบนชั้นวางสินค้าของร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตกว่า 76 รายการ 
 
พบว่า โดยภาพรวมผู้ประกอบการมีการแสดงฉลากที่มีการระบุส่วนประกอบอย่างละเอียด บางรายมีการแสดงคำว่า “ผลิต” และ “หมดอายุ” เป็นภาษาไทยอย่างชัดเจนทำให้เข้าใจได้ง่าย โดยพบว่า29 รายการ ที่ฉลากแสดงชื่ออาหารได้อย่างเหมาะสมกับส่วนประกอบของอาหารที่มีอยู่บนฉลาก  และพบว่าจำนวน 47 รายการ แสดงชื่ออาหารที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้  โดยชื่ออาหารแจ้งว่าเป็นหมู กุ้ง ปู หรือ ปลาหมึก แต่กลับมีส่วนประกอบของเนื้ออื่น ในปริมาณที่ใกล้เคียงกับเนื้อที่ใช้เป็นส่วนประกอบหลัก ยกตัวอย่าง เช่น ข้าวเหนียวหมูย่าง ตราเดลี่ไทย ฉลากระบุส่วนประกอบของหมู 10.6% ขณะที่มีเนื้อไก่เป็นส่วนประกอบ 9.1%,  เกี๊ยวกุ้ง ตรา เจด ดราก้อน ฉลากระบุส่วนประกอบของกุ้ง 31% และระบุเนื้อหมู 26%, ลูกชิ้นปลาหมึก ตรา แต้จิ๋ว ฉลากระบุ เนื้อปลา 58% มี ปลาหมึก 15 %, ขนมจีบกุ้ง Shrimp Shumai ตรา  เทสโก้ ฉลากระบุว่า มีส่วนประกอบของ กุ้งและปลาบด (กุ้ง 39%, มันแกว 27% ปลาบด 10%) และเกี๊ยวซ่าญี่ปุ่นสำเร็จรูป ไส้หมูสาหร่าย ตรา โออิชิ เกี๊ยวซ่า ฉลากระบุว่า มีส่วนประกอบของ เนื้อหมูและเนื้อกุ้ง(เนื้อหมู 46%, แป้ง 32% ผัก(หอมใหญ่/ผักชี/แครอท) 12%, เนื้อกุ้ง 6%) ,เกี๊ยวซ่าญี่ปุ่น ไส้หมู ตรา สุรพลฟูดส์ Pork Gyoza ที่มีส่วนประกอบของเนื้อหมู และเนื้อไก่(ผัก 27.1%, แป้งเกี๊ยว 22.8 %,เนื้อหมู 21.3%,เนื้อไก่ 15.4 %)และลูกชิ้นหมูปิ้ง ตราเซเว่นเฟรช บายแฮปปี้เชพ ที่ระบุส่วนประกอบเพียงแค่เนื้อสัตว์ ขณะที่ชื่อระบุว่าเป็นลูกชิ้นหมูปิ้ง เป็นต้น
 
นายพชร กล่าวต่อว่า แม้ผู้ประกอบการจะระบุส่วนประกอบไว้บนฉลากแล้วว่ามีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ที่กล่าวอ้างบนชื่ออาหาร  แต่พฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็อาจจะตัดสินใจจากชื่ออาหารที่อยู่ด้านหน้าและชัดเจนบนผลิตภัณฑ์  ดังนั้นการแสดงชื่ออาหารที่ถูกต้องสมควรจะต้องระบุให้ชัดเจน และครอบคลุมถึงส่วนประกอบหลักที่สำคัญทั้งหมด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการนำเนื้อสัตว์ต่างชนิดกันมาผสมกันและทำเป็นอาหาร ยกตัวอย่าง เช่น ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ที่มีส่วนประกอบของเนื้อไก่ ก็น่าจะระบุชื่ออาหารเป็นข้าวเหนียวหมูปิ้ง(ผสมไก่) หรือมีคำเตือนแสดงอยู่ในจุดที่เห็นได้ชัดเจนว่ามีการใช้เนื้อสัตว์อื่นมาผสม เช่น ไส้กรอกจูเนียร์ไก่ ตรา โชคุง-ดี เป็นต้น 
 
โดยการที่มีเนื้อสัตว์อื่นมาผสมโดยที่ผู้บริโภคไม่ได้สังเกตเห็นอาจจะก่อให้เกิดปัญหากับผู้บริโภคบางกลุ่มได้ เช่น ผู้บริโภคที่แพ้เนื้อไก่ เนื้อกุ้ง เนื้อปลา หรือมีปัญหาทางสุขภาพทำให้ไม่สามารถบริโภคเนื้อสัตว์บางประเภทได้  หากเผลอไปทานอาหารที่มีการผสมเนื้อนั้นโดยเข้าใจว่ามีเพียงเนื้อสัตว์ตามที่แจ้งหน้าซองเป็นส่วนประกอบก็อาจจะมีปัญหาได้  ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหวอย่างมากสำหรับผู้บริโภคกลุ่มนี้ ดังนั้น ถึงแม้ว่า ผู้ประกอบการจะแสดงชื่ออาหาร และ อย. อนุญาตให้แสดงชื่ออาหารดังที่เป็นอยู่ได้จริง  ก็เป็นสิ่งที่ อย. และผู้ประกอบการควรต้องคำนึง และควรมีการปรับเปลี่ยนวิธีการแสดงชื่ออาหารเพื่อไม่ให้เกิดการสับสน  ซึ่งเคยมีกรณีที่ อย.อนุญาตชื่อแบบหนึ่งและให้มีการเปลี่ยนแปลงการแสดงชื่อในภายหลังหรือไม่ คำตอบก็คือ เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น ในกรณี “ปูอัด” ก่อนหน้านี้ ที่ว่า ส่วนประกอบคือเนื้อปลาบด แต่กลับอนุญาตชื่อปูอัดซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดกับผู้บริโภคในวงกว้าง ทำให้ในภายหลัง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต้องเปลี่ยนการอนุญาตชื่ออาหารเป็นเนื้อปลาบดแทน
 
รศ.วิสิฐ จะวะสิต ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ฉลากอาหารควรระบุส่วนผสมให้ชัดเจนว่า อาหารมีส่วนผสมอะไรบ้าง เช่น หากในขนมจีบมีส่วนผสมของกุ้ง ก็ต้องใส่ว่ามีกุ้ง เพราะบางคนที่แพ้กุ้งก็จะได้ทราบและเลือกทานได้  ฉะนั้นฉลากจำเป็นต้องบอกระบุชัดเจนว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง หรืออย่างเช่นบางคนไม่ทานเนื้อวัว หรือเนื้อหมู  แต่อาหารบางชนิดใส่เนื้อหมูเพื่อช่วยเรื่องสีหรือรสสัมผัสของอาหาร หากฉลากไม่ตรงตามข้อมูลก็จะเป็นการรุกรานสิทธิ์ของผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคมีสิทธิ์ที่จะรับทราบในสิ่งที่ตนเองรับประทาน    ฉะนั้น การแสดงฉลากต้องชัดเจน คำแสดงบางคำบนฉลาก เช่นภาษาต่างชาติกับคำภาษาไทยต้องตรงกันเป็นต้น  ผู้บริโภคต้องได้รับข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค 
นางจุรีรัตน์ ห่อเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า  มีกฎหมายว่าด้วยเรื่องฉลาก ให้แสดงส่วนผสม และชื่ออาหารที่ปรากฏบนฉลากต้องแสดงไม่เป็นเท็จ กรณีตัวอย่างอาหารที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคสำรวจมานั้น ผู้ประกอบการใช้วัตถุดิบที่ไม่ตรงกับชื่อ  การนำชื่ออาหารมาใช้บนฉลาก ต้องใส่ส่วนผสมนั้นจริง และมีปริมาณมากกว่า 10%ของส่วนผสมทั้งหมด และสัมพันธ์กับการแสดงส่วนผสมในฉลาก   อย่างเช่น อาหาร ชื่อ แบอร์เกอร์หมูย่าง ที่แสดงส่วนผสม ข้าวเหนียว 67.7% เนื้อหมู 14%, เนื้อไก่ 12%  เป็นการใช้ชื่ออาหารที่ไม่เหมาะสม  เพราะเป็นเบอร์เกอร์หมูย่าง แต่มีไก่ผสมด้วย  ส่วนตัวอย่างที่ทางมูลนิธิฯ นั้นสามารถส่งให้ อย.ตรวจสอบให้ได้
น.ส.กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา ผู้จัดการโครงการกินเปลี่ยนโลก มูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า จากกรณีนี้จะเห็นถึงกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการภายใต้ระบบการผลิตอาหารแบบอุตสาหกรรม ว่า มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ  อาหารปรุงสำเร็จ อาหารแปรรูปมีให้เลือกมากมายในท้องตลาด แต่ผู้บริโภคแทบไม่รู้เลยว่ากระบวนการผลิตเป็นอย่างไร ตอนนี้เราเจอว่าเรียกชื่อผลิตภัณฑ์อาหารว่าเป็นเนื้อสัตว์ชนิดหนึ่ง แต่เอาเข้าจริงตามระบุในฉลากกลับมีส่วนผสมเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ ด้วย ปรากฎการณ์เบอร์เกอร์มี DNA เนื้อม้าในประเทศอังกฤษน่าจะเป็นกรณีศึกษาที่เตือนภัยให้เราได้ว่า เอาเข้าจริงส่วนผสมที่ระบุในฉลากก็อาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้เช่นกัน
นายพชร แกล้วกล้า กล่าวว่า ทางกฎหมาย อาหารกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มอาหารที่รัฐมนตรีประกาศให้เป็นอาหารที่ต้องมีฉลาก ซึ่งผู้ที่มีหน้าที่อนุญาตให้ใช้ชื่ออาหารใด ๆ คือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) โดยพิจารณาจากการแจ้งในเอกสารจดแจ้งจากผู้ประกอบการเมื่อขอขึ้นทะเบียนเลขสารบบอาหาร ซึ่งในแนวปฏิบัติทั่วไปการจดแจ้งจะกระทำ ณ จังหวัดที่มีแหล่งผลิตตั้งอยู่ โดยตามแนวทางในการยื่นจดแจ้งอาหาร ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องนำฉลากมายื่นด้วย จึงอาจเป็นจุดที่ทำให้เกิดกรณีดังกล่าวได้ ฉะนั้นในกรณีนี้ อย. ควรต้องกลับไปตรวจสอบ ณ สถานที่จดแจ้ง ว่าด้วยเหตุใดจึงได้มีการอนุญาตชื่ออาหารเช่นนี้ หากพบว่าเป็นปัญหาก็น่าที่จะดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องได้เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค
 
นายพชร  กล่าวว่า  อยากแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าที่มีชื่ออาหารและฉลากส่วนผสมอย่างรายละเอียดเหมาะสมกับการตั้งชื่ออาหารให้กับผู้บริโภคอย่างชัดเจนหรือเพียงพอต่อการตัดสินใจซื้อ ซึ่งจากการสำรวจมี 29 รายการ เช่น เบอร์เกอร์ข้าวเหนียวไก่ทอดหาดใหญ่ ตรา เซเว่นเฟรช แสดงส่วนประกอบ ข้าวเหนียว 61.5%, เนื้อไก่ 22.5%, เครื่องปรุงรส 6.9%, เกี๊ยวกุ้งสองสไตล์ Duo Wanton ตรา สามสมุทร แสดงส่วนประกอบ  เนื้อกุ้ง 70%, แผ่นแป้ง 27%, เครื่องปรุงรส 3%,  มูส เดอ ฟัว (ตับหมูบดนึ่ง) ตราคาสิโน แสดงส่วนประกอบ ตับหมู 30%, ไขมัน 30%, หนังหมู 10%, …. ฯลฯ   เป็นต้น ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ผู้บริโภคยอมรับได้ในปริมาณส่วนผสมที่มีชื่ออาหารเป็นหลัก ขณะเดียวกันจากข้อมูลการพบตัวอย่างจำนวนมากที่อาจจะมีปัญหาการแสดงฉลากอาหารในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นช่องโหว่ในระบบซึ่งทำให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น จึงขอเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาดำเนินการปรับปรุงระเบียบการขอขึ้นทะเบียนให้มีความรัดกุมโดยกำหนดให้การขออนุญาตต้องยื่นฉลากประกอบการขออนุญาตด้วย และเห็นว่าการลดการควบคุมในขั้นตอนก่อนการวางจำหน่าย (pre-marketing) และไปเพิ่มการกำกับดูแลในกระบวนการหลังจำหน่าย (post-marketing) ซึ่งคณะกรรมการอาหารได้มีมติมาแล้วเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อีก ดังนั้นจึงขอให้ อย. ในฐานะฝ่ายเลขาของคณะกรรมการอาหารได้เสนอให้ทบทวนมติ ดังกล่าวด้วย
 
(ตารางแสดงการสำรวจตามไฟล์แนบ)
 


กลับขึ้นด้านบน