5 ปัจจัยสู่ความสำเร็จ “สวัสดิการแก่ชุมชน”

5 ปัจจัยสู่ความสำเร็จ “สวัสดิการแก่ชุมชน”

5 ปัจจัยสู่ความสำเร็จ “สวัสดิการแก่ชุมชน”

รูปข่าว : 5 ปัจจัยสู่ความสำเร็จ “สวัสดิการแก่ชุมชน”

5 ปัจจัยสู่ความสำเร็จ “สวัสดิการแก่ชุมชน” ระบบเศรษฐกิจ การเงิน และสังคม ของประเทศไทย ยังเต็มไปด้วยปัญหานานาประการ ขณะที่ภาครัฐยังไม่อาจขยับขับเคลื่อนการแก้ปัญหาให้ทันท่วงทีได้ ภาคประชาชนจำนวนหนึ่งจึงได้เริ่มดำเนินการ “ด้วยตนเอง” ไปแล้วในหลายๆ เรื่อง และดูเหมือนว่า การขับเคลื่อนจากภาคประชาชน น่าจะคาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าการหวังพึ่งรัฐบาล

  “เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่” ร่วมกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. ได้จัดเวที “ฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย” โดยมีการ เสวนา “การจัดสวัสดิการสังคมโดยชุมชน” เพื่อผลักดันในเชิงนโยบายและปฏิบัติการจริงในพื้นที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

 
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ อดีตรองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ได้บรรยายพิเศษเรื่อง “สถาบันการเงินกับการจัดสวัสดิการชุมชนที่หลากหลายมิติใหม่ของการสร้างความเป็นพลเมือง” ว่า ขณะนี้มีหลายชุมชนที่มีการจัดการเรื่องสวัสดิการชุมชน โดยการใช้สถาบันการเงิน หรือองค์กรการเงินเป็นฐานราก โดยสามารถแยกจุดประสงค์ของการจัดตั้งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1. กลุ่มที่ทำเฉพาะเรื่องการเงิน เช่น การออม การกู้ ดอกเบี้ย ปันผล
2.กลุ่มที่ทำกิจกรรมเพื่อสวัสดิการอย่างแท้จริง ไม่มีเจตนาในการหากำไร โดยใช้การออมเงิน การเข้าหุ้น และนำไปสร้างเป็นสวัสดิการที่มีเจตนาช่วยคน
และ 3. กลุ่มที่มีการทำกิจกรรมหลายอย่างทั้งการเงิน และการสร้างสวัสดิการไปพร้อมๆ กัน เช่น กิจกรรมสร้างอาชีพ ซึ่งไม่ว่าแต่ละชุมชนจะดำเนินการในรูปแบบใด การวางแผนถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ โดยจุดเริ่มต้นควรเริ่มจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะชาวบ้านที่ต้องเป็นแกนหลักในการสะท้อนปัญหา

อีกทั้งต้องมีการวางกลยุทธ์ในการจัดการที่ดี ผู้นำต้องรู้จักสร้างความรู้ทางการเงินให้ชุมชนอยู่เสมอ สร้างระบบและจัดระบบเครือข่าย มีการประเมินตนเองเพื่อตรวจสอบการจัดสวัสดิการว่าดีหรือไม่อย่างไร และที่สำคัญจะต้องสร้างกฎเกณฑ์การตรวจสอบ มีความโปร่งใส มีระบบธรรมาภิบาล ไม่ใช่ทำหรือรู้เห็นกันแค่ไม่กี่คน  

 
โดยปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จที่แต่ละชุมชนจะสร้างสถาบันการเงินและจัดสวัสดิการชุมชนเพื่อนำไปสู่ความเป็นพลเมือง มี 5 ปัจจัย คือ  1. ชุมชนต้องมีการเติบโตที่มีการจัดการที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ไม่ใช่ชุมชนภาคเหนือไปลอกเลียนแบบการจัดการแบบคนภาคใต้มาทั้งหมด
2.การตอบสนองความต้องการของสมาชิกมีผลดีและนำไปสู่การมีคุณภาพ มีความเป็นอยู่ดี เป็นคนที่มีคุณภาพ
3.การเคลื่อนไหวของเงินในสถาบันการเงินในชุมชนจะต้องมาจากการออมหรือถือหุ้น
4.จะต้องมีสมาชิกมาใช้บริการในปริมาณมาก เนื่องจากสถาบันการเงินชุมชนไม่ได้คิดค่าธรรมเนียมมากเหมือนเอกชน จึงน่าจะเป็นแรงดูด และที่สำคัญการบริหารจัดการกันเอง ยังทำให้เกิดความสัมพันธ์และเข้ามาสู่กระบวนการการมีส่วนร่วมอย่างมีจิตอาสา
และ 5.มีความสัมพันธ์กับนโยบายรัฐ 
 
นายเอ็นนู  กล่าวต่อว่า สำหรับข้อเสนอต่อไปที่อยากเสนอให้ชุมชน คือขณะนี้การจัดการสวัสดิการในแต่ละพื้นที่มักจะทำะในลักษณะที่คล้ายกัน คือ เรื่องเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย แต่ในความเป็นจริงยังสามารถจัดสวัสดิการที่หลากหลายและทำในเชิงรุกได้ด้วย อาทิ การลดหนี้นอกระบบ ลดการสูญเสียที่ดินทำกิน เคหะสงเคราะห์ สงเคราะห์อาชีพ ต่อยอดการทำงาน พัฒนาอาชีพ พัฒนาผู้ด้อยโอกาส และการดูแลสิ่งแวดล้อม เป็นต้น  

เพราะขณะนี้ในหลายชุมชนเริ่มประสบปัญหาชาวบ้านไม่มีที่ดินทำกินแล้ว เพราะถูกนายทุนกว้านซื้อไปและหาประโยชน์ และอีกประเด็นสำคัญคือบางครั้งการจัดสวัสดิการยังตกหล่นสำหรับคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ  ดังนั้นควรมีการพัฒนาเพื่อให้ผู้ด้อยโอกาสมีส่วนร่วมในความเป็นพลเมือง ที่จะพัฒนาชุมชน ทำสังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน

 
ด้านนายชูชาติ บำรุง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่าเราเริ่มทำสวัสดิการชุมชนในปี 2548 โดยเริ่มจากทำแผนชุมชนว่า ชาวบ้านมีปัญหาความต้องการหรือเดือดร้อนในประเด็นใดบ้าง และท้องถิ่นก็เข้าไปหนุนเสริมกระบวนการให้ชาวบ้านเรียนรู้ว่าจะต้องพึ่งพาตนเองได้อย่างไร  จนปัจจุบันสามารถจัดตั้งเป็นสวัสดิการได้ในหลากหลายด้าน จากความร่วมมือของ 3 ภาคส่วน เรียกว่าการจัดสวัสดิการจาก 3 ขา คือ ชุมชน ท้องถิ่น และรัฐบาล ซึ่งเมื่อมีการดำเนินการแล้วก็พบว่าชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในโครงการสวัสดิการเรื่องการส่งเสริมอาชีพ นอกจากนี้การจัดการสวัสดิการชุมชนยังเกิดผลที่เห็นได้ชัดคือชาวบ้านมีความสัมพันธ์ระหว่างกันดีขึ้น
 
นายศรัญวิทย์ ดาราศรี อดีตประธานสภาเทศบาลตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การจัดสวัสดิการชุมชนของเรามีแนวคิดเกิดจากการช่วยเหลือกันระหว่างชาวบ้านก่อน เพราะเห็นว่านับวันสังคมยิ่งเดินไปในรูปแบบตัวใครตัวมัน ดังนั้นจึงขับเคลื่อนงานเพื่อทำให้ชุมชนหันมารวมตัวกัน โดยเริ่มแรกทำเพียงไม่กี่หมู่บ้านก็ขยายให้ครอบคลุมมากขึ้น แต่ข้อได้เปรียบของตำบลเชิงดอยคือได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนด้วย กลายเป็นการจัดการสวัสดิการ 4 ขา ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้สวัสดิการและองค์กรการเงินของชุมชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น
 
ขณะที่ นายภานุวุธ บูรพรหม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลผาสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน กล่าวว่า อยากแนะนำให้ชุมชนที่จะเริ่มจัดสวัสดิการชุมชน เริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุดก่อนโดยเริ่มจาความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ และที่สำคัญต้องเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมเป็นสำคัญ ส่วนท้องถิ่นเป็นแค่หน่วยสนับสนุน ทั้งนี้เห็นว่าปัจจุบันในหลายพื้นที่มีสวัสดิการอยู่แล้ว

แต่ที่เป็นปัญหาคือเป็นไปในรูปแบบต่างคนต่างทำ จึงไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ดังนั้นทางแก้คือต้องหาจุดร่วมกันให้ได้ โดยท้องถิ่นอาจจะเข้าไปเป็นตัวเชื่อม และท้ายที่สุดที่ทุกสวัสดิการชุมชนควรคำนึงคือจะต้องดูแลชาวบ้านทั้งด้านจิตใจและร่างกาย เพราะเมื่อจิตดีกายดี การพัฒนาในชุมชนก็จะดีไปด้วย และนำไปสู่การสร้างความยั่งยืนได้สำเร็จในที่สุด 


กลับขึ้นด้านบน