ผลงานโดดเด่น "มาร์กาเร็ต แธตเชอร์"

ผลงานโดดเด่น "มาร์กาเร็ต แธตเชอร์"

ผลงานโดดเด่น "มาร์กาเร็ต แธตเชอร์"

รูปข่าว : ผลงานโดดเด่น "มาร์กาเร็ต แธตเชอร์"

ผลงานโดดเด่น มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ เป็นหนึ่งในผู้นำที่มีความโดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งของโลกในช่วงศตวรรษที่ 20 เธอเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และคนเดียวในประวัติศาสตร์ของอังกฤษที่พลิกโฉมหน้าการเมืองโลก และปฏิรูปเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร

มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ เกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมปี 2468 ที่แคว้นลินคอร์นเชียร์ทางตอนเหนือของอังกฤษ เธอมีแววของการเป็นผู้นำมาตั้งแต่สมัยเรียนเธอศึกษาวิชาเคมีที่วิทยาลัยซอมเมอร์วิลล์ เมืองอ็อกฟอร์ด และดำรงตำแหน่งประธานสมาคมอนุรักษ์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด โดยเป็นผู้หญิงคนที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งนี้

ปี 2492 แธตเชอร์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในนามของพรรคอนุรักษ์นิยมในการชิงที่นั่งในเมืองดาร์ทฟอร์ท มณฑลเค้นท์แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แม้จะไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่เธอได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนอย่างล้นหลามจนโดดเด่น และถูกสื่อมวลชนจับตามองในนักการเมืองรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรง

ครั้งหนึ่งเธอเคยตอบคำถามของพิธีกรรายการโทรทัศน์ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่วันหนึ่งเธออาจจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษในตอนนั้นนางแธตเชอร์บอกว่า เธอไม่เชื่อว่าในชีวิตเธอจะได้เห็นผู้หญิงขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ 6 ปีหลังจากที่เธอเอ่ยประโยคนี้เธอได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอังกฤษ

แธตเชอร์ได้ฉายา "สตรีเหล็ก" หรือ Iron Lady จากสื่อมวลชนของรัสเซียเมื่อปี 2519เนื่องจากเธอวิจารณ์นโยบายของอดีตสหภาพโซเวียตอย่างเผ็ดร้อนทำให้หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวโดยเรียกเธอว่า "สตรีเหล็ก" เป็นฉายาที่สะท้อนบุคลิกภาพของเธอได้อย่างชัดเจนในฐานะผู้นำหญิงที่บริหารด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว

ในฐานะนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ แธตเชอร์ต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศโดยลดบทบาทของรัฐ และส่งเสริมการค้าเสรี ด้วยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจรวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณูปโภคที่บริหารโดยรัฐบาล แปรรูปเป็นของเอกชน

นโยบายเหล่านี้ส่งผลให้กรุงลอนดอนกลายเป็นหนึ่งในมหานครด้านการเงินที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่นโยบายนี้สร้างความไม่พอใจให้กับคนงานกว่า 3 ล้านคน ที่ตกงานจากแผนแปรรูปกิจการของรัฐไปเป็นการบริหารงานในเอกชนจนทำให้มีกระแสการประท้วงจนคนงานไปทั่วประเทศ

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจที่เด็ดขาดของนางแธตเชอร์คือการทำสงครามเพื่อชิงเกาะฟอล์คแลนด์คืนจากกองทัพอาร์เจนติน่า เมื่อเดือนเมษายนปี 2525 สงครามดังกล่าวกินเวลา 74 วัน และจบลงด้วยชัยชนะของกองทัพอังกฤษ ในขณะที่อาร์เจนติน่าสูญเสียทหาร 649 นาย ชัยชนะจากสงครามฟอล์คแลนด์ ทำให้คะแนนนิยมในตัวแธตเชอร์พุ่งสูงอีกครั้งจนชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2

ในยุคของสงครามเย็นผู้นำอังกฤษได้ทำงานร่วมกับอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนของสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด และเธอเป็นผู้เปิดการเจรจากับนายมิคาอิลกอร์บาชอฟ ผู้นำอดีตสหภาพโซเวียตซึ่งการเจรจาระหว่างประเทศมหาอำนาจได้นำไปสู่การล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต

แธตเชอร์เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก และคนเดียวของอังกฤษ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 3สมัย อยู่ในตำแหน่งนานถึง 11 ปี ถือเป็นผู้นำอังกฤษที่อยู่ในอำนาจยาวนานที่สุดในช่วงศตวรรษที่20

ชีวิตส่วนตัวแธตเชอร์แต่งงานกับนายเดนิส แธตเชอร์ นักธุรกิจชาวอังกฤษ และมีบุตรฝาแฝดชายหญิงเธอได้กล่าวถึงสามีหลังจากที่เขาเสียชีวิตเมื่อปี 2546 ว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นอาชีพที่โดดเดี่ยว และมันก็ควรเป็นเช่นนั้นแต่เนื่องจากเธอมีเดนิส สามีอยู่เคียงข้าง เธอจึงไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว

อดีตผู้นำอังกฤษเริ่มมีปัญหาสุขภาพในปี 2544 หลังมีอาการของโรคหลอดเลือดสมองหลายครั้ง และอาการทรุดหนักลงเรื่อยๆ จากนั้นเริ่มมีอาการของโรคสมองเสื่อม และถึงแก่อสัญกรรมจากโรคหลอดเลือดสมอง เป็นการปิดฉากชีวิตของสตรีเหล็กที่พลิกโฉมการเมืองโลก และเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร


กลับขึ้นด้านบน