หน.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ประสานสัตวแพทย์-พฐ.ตรวจสอบช้างถูกฆ่า

หน.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ประสานสัตวแพทย์-พฐ.ตรวจสอบช้างถูกฆ่า

หน.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ประสานสัตวแพทย์-พฐ.ตรวจสอบช้างถูกฆ่า

รูปข่าว : หน.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ประสานสัตวแพทย์-พฐ.ตรวจสอบช้างถูกฆ่า

หน.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ประสานสัตวแพทย์-พฐ.ตรวจสอบช้างถูกฆ่า “ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร” หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน คาดช้างที่ถูกฆ่าในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นการฆ่าเพื่อเอางาตามใบสั่งนายทุน พร้อมระบุเตรียมประสานสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบสาเหตุการตายของช้าง

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ เข้าตรวจสอบซากช้าง บริเวณใกล้อ่างเก็บน้ำบ้านกะหร่าง 3 ตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี หลังจากมีชาวบ้านแจ้งว่า พบซากช้างป่า โดยบริเวณที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบ ซากช้างป่าเพศผู้ อายุประมาณ 20 ปี อยู่ในลักษณะถูกตัดแยกหัวกับลำตัว และงาหายไป บริเวณหัวช้างมีร่องรอยเป็นรูคล้ายถูกยิง คาดว่าล้มมาแล้วประมาณ 20 วัน เบื้องต้นคาดว่า ช้างที่ถูกฆ่าตายตัวนี้น่าจะเป็นใบสั่งของนายทุนที่ต้องการงาช้าง เนื่องจาก ส่วนงวงและปลายหางยังอยู่ ส่วนสาเหตุการตายอยู่ระหว่างประสานสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบ

สำหรับพื้นที่ดังกล่าว เป็นบริเวณที่พบช้างป่าถูกล่าหลายครั้ง โดยช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบซากป่าเพศเมีย ซึ่งคาดว่าถูกล่า เพื่อต้องการลูกช้าง และ ยังไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ ขณะที่ต้นเดือนมกราคม ปีที่แล้ว ก็มีการพบซากช้างป่า 2 ตัว ถูกตัดอวัยวะไป โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 2 คน แต่ยังหลบหนี 1 คน

ส่วนมาตรการในการป้องกันการลักลอบฆ่าช้างและค้างาช้างผิดกฎหมาย หลังการการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ ไซเตส ช่วงต้นเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติให้ทุกประเทศที่มีช้าง รายงานการควบคุมค้างาช้างของรัฐและเอกชน ส่วนของบุคคลไม่บังคับว่าต้องสำรวจและรายงาน แต่ให้ทำในส่วนที่ปฏิบัติได้ เพื่อไม่ให้กระทบกับสิทธิและทรัพย์สินส่วนบุคคล รวมทั้งต้อง รายงานผลการจับกุมและตรวจยึดงาช้างที่เกิดขึ้น และผลการสำรวจงาช้างที่อยู่ในสต็อก ให้กับทางไซเตสทราบ โดยไทย จะต้องสำรวจงาช้างบ้านที่ยังมีชีวิตด้วย เพื่อป้องกันการแอบนำงาช้างมาสวมตอ ซึ่งขณะนี้ กรมอุทยานฯได้มอบหมายให้คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ เร่งสำรวจให้เสร็จภายใน 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งประเทศไทย เป็น 1 ใน 8 ประเทศที่ถูกจับตามองเรื่องการค้างาช้างผิดกฎหมาย จะต้องเสนอแผนควบคุมการลักลอบค้างาช้าง ต่อคณะกรรมการไซเตสให้ชัดเจน ภายใน 2 เดือนข้าง


กลับขึ้นด้านบน