อุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ..ยังน่าห่วง เรียกร้องผู้ประกอบการร่วมรับผิดชอบ/เพิ่มวงเงินชดเชย

อุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ..ยังน่าห่วง เรียกร้องผู้ประกอบการร่วมรับผิดชอบ/เพิ่มวงเงินชดเชย

อุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ..ยังน่าห่วง เรียกร้องผู้ประกอบการร่วมรับผิดชอบ/เพิ่มวงเงินชดเชย

รูปข่าว : อุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ..ยังน่าห่วง เรียกร้องผู้ประกอบการร่วมรับผิดชอบ/เพิ่มวงเงินชดเชย

อุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ..ยังน่าห่วง เรียกร้องผู้ประกอบการร่วมรับผิดชอบ/เพิ่มวงเงินชดเชย ทีดีอาร์ไอเสนอแนวทางช่วยผู้ประสบเหตุรถโดยสารสาธารณะ โดย เพิ่มวงเงินค่ารักษา.ไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด,แยก-เพิ่ม วงเงินชดเชยออกจากค่ารักษาพยาบาล, การรับผิดชอบร่วมกันของบริษัทประกันภัยและผู้ประกอบ -หวังผู้ประสบเหตุได้รับการชดเชยเยียวยาที่เหมาะสมมากขึ้น

 ทุกครั้งที่มีเทศกาลวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน มีการเดินทางของผู้คนจำนวนมาก  พร้อมกับการเฝ้าติดตามรายงานสถิติอุบัติเหตุความสูญเสียที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ความจริงแล้วความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ผู้ขับขี่ควรระมัดระวังป้องกัน โดยเฉพาะการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะซึ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุมักทำให้เกิดความสูญเสียจำนวนมาก โดยที่ผู้โดยสารซึ่งเป็นผู้สูญเสีย เสียหายและไม่ได้กระทำผิด การชดเชยเยียวยา ยังทำได้จำกัด ใช้เวลานาน และไม่เป็นธรรมกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น

นายสุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่าจากการศึกษา“โครงการอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ: ผลกระทบ การประกันภัย และการชดเชยเยียวยา” ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ได้สัมภาษณ์ผู้ประสบเหตุทั้ง 142 ตัวอย่างจากรายชื่อกลุ่มผู้ประสบอุบัติเหตุที่ได้รับจากทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) และบริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.)

พบว่าผู้ประสบเหตุต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งในระหว่างและหลังออกจากโรงพยาบาล โดยผู้ประสบเหตุร้อยละ 54 ของทั้งหมดใช้ระยะเวลารักษาพยาบาลมากกว่า 1 เดือน จึงจะสามารถกลับมาทำงานได้ปกติ, จำนวนเงินชดเชยที่ได้รับไม่เพียงพอต่อค่ารักษาพยาบาลจริง, การเรียกร้องค่าเสียหายใช้ระยะเวลานานโดยเฉพาะกลุ่มผู้ประสบเหตุจาก มพบ. ซึ่งมักจะยุติคดีความจากการดำเนินการในชั้นศาล ขณะที่กลุ่มผู้ประสบเหตุจาก บขส.ส่วนใหญ่ยุติคดีความโดยไม่พึงศาล

ในส่วนระยะเวลาการไกล่เกลี่ยและเรียกร้องค่าเสียนั้น มีระยะเวลาเฉลี่ย 18-19 เดือน ทั้งนี้ มพบ.มีปัญหาด้านความล่าช้าในการพิสูจน์ถูกผิด ในขณะที่ทาง บขส.พบปัญหาในเรื่องการขาดความเข้าใจในสิทธิคุ้มครองและการต้องการจบปัญหาโดยเร็ว แม้จะไม่ๆได้รับความเป็นธรรม

ส่วนของการชดเชยเยียวยาต่อผู้ปะสบอุบัติเหตุจากระบบประกันภัยนั้นพบว่า วงเงินค่าเสียหายยังไม่มีความเหมาะสมเท่าที่ควร คือ วงเงินคุ้มครองกรณีบาดเจ็บเมื่อรวมค่าเสียหายเบื้องต้นแล้วไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนกรณีทุพลภาพหรือเสียชีวิตนั้นจะได้รับค่ารักษาพยาบาลบวกเงินชดเชยไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ชดเชยสำหรับผู้ประสบเหตุบาดเจ็บทั่วไปนั้นเหมาะสม แต่ไม่เหมาะสมในกรณีที่บาดเจ็บร้ายแรง เนื่องจากเมื่ออาการบาดเจ็บร้ายแรงยิ่งขึ้น ส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลเกินวงเงิน 50,000 บาท ทำให้ได้รับเงินชดเชยที่ไม่เพียงพอ 
ส่วนค่าสินไหมทดแทนจากการขาดรายได้นั้น พบว่า จำนวนเงินที่ได้รับมีความเหมาะสม เมื่อเปรียบเทียบกับค่าขาดรายได้ที่ผู้ประสบเหตุระบุและเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายครัวเรือนเฉลี่ยและระยะเวลาที่ขาดรายได้
กลุ่มผู้ประสบเหตุยังมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือเรื่องคนขับรถโดยสารสาธารณะที่ควรมีการขับขี่รถโดยไม่ประมาท  มีการตรวจสอบประวัติคนขับรถและมีบทลงโทษผู้ขับขี่ รองลงมาคือเรื่องข้อกฎหมายในการควบคุมความเร็วรถโดยสารสาธารณะ การคาดเข็มขัดนิรภัยและวงเงินคุ้มครองการประกันภัย นอกจากนี้ยังอยากให้มีบทลงโทษบริษัทรถโดยสารสาธารณะ เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วม รวมทั้งการตรวจสภาพรถโดยสาร ซึ่งเน้นด้านอายุการใช้งานและภาพรถก่อนใช้งาน
ดร.สุเมธกล่าวว่า แนวทางที่เหมาะสมในเรื่องผลกระทบการเยียวยาผู้ประสบเหตุจากรถสาธารณะคือการปรับปรุงค่าเสียหายเบื้องต้น ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลจ่ายตามจริงแต่ไม่เกิน 150,000 บาท ส่วนค่าชดเชยกรณีเสียชีวิต ทุพลภาพอย่างถาวร จะได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 400,000 บาท หากสูญเสียอวัยวะหรือพิการ ที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต ได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 240,000 บาท

อีกทั้งยังยังต้องแก้ไขอุปสรรคปัญหาในการเรียกร้องค่าเสียหายของผู้ประสบเหตุ ได้แก่ ความล้าช้าในการพิสูจน์ และค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการติดต่อประสานงานที่ไม่มีใบเสร็จทำให้ใช้เรียกร้องเป็นค่าเสียหายยาก ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับผู้ประสบเหตุด้วย

 
นอกจากนี้ยังพบปัญหาการขาดการเชื่อมโยงระหว่างบริษัทประกัน ผู้ประกอบการผู้ถือใบอนุญาต และผู้ประกอบการร่วมบริการ และบทบาทของบริษัทประกันมีอยู่น้อยในการสร้างระบบตรวจสอบและป้องกันจากการกำหนดเบี้ยประกัน โดยเสนอให้มีการกำกับดูแลผู้ประกอบการทั้งผู้ประกอบการที่ถือใบอนุญาตและผู้ประกอบการร่วมบริการอย่างเข้มงวด รวมถึงการให้ใบอนุญาตที่พิจารณาถึงประวัติด้านอุบัติเหตุด้วย นอกจากนี้ยังต้องสร้างกลไกของบริษัทประกันภัยในการกำหนดเบี้ยที่สะท้อนความเสี่ยงของผู้ประกอบการแต่ละราย
 
ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า ที่ให้ความสำคัญกับผู้โดยสารรถสาธารณะเพราะผู้ใช้บริการรถสาธารณะถือว่าเป็นบุคคลที่ทำเพื่อสังคมส่วนรวมไม่ใช้รถส่วนตัว ดังนั้น จึงควรได้รับการคุ้มครองที่ดีกว่าปกติ แต่จากการศึกษาพบว่า ผู้ประเหตุจากรถโดยสารสาธารณะหลายราย ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาที่เหมาะสมเท่าที่ควร ทั้งยังขาดความรู้ในเรื่องสิทธิที่ตนพึงได้รับ ทำให้อาจถูกเอารัดเอาเปรียบในเรื่องการชดเชยเยียวยาจากผู้ประกอบหรือบริษัทประกันภัย
 
ปัจจุบันระบบประกันภัยของไทยเป็นระบบที่มีฐานประกันหลักคือรถ ไม่ใช่ฐานของคนหรือผู้ขับขี่ ซึ่งหากมีการจัดเก็บฐานข้อมูลของผู้ขับรถอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้กำกับดูแลหายด้าน ทั้ง ผู้ออกใบอนุญาตขับรถ กรมขนส่งทางบก หรือระบบประกันภัย ที่จะสามารถกำหนดกลไกในเชิงนโยบาย เช่น เบี้ยประกันที่สะท้อนความเสี่ยงแล้วมีการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในอนาคตมากขึ้น
ทั้งนี้อาจนำผลการศึกษานี้ไปเสนอแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งบริษัทประกันภัย ในการปรับปรุงระบบประกันภัยและการเพิ่มวงเงินประกัน อีกหนึ่งหน่วยงานคือ กรมขนส่งทางบก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลรถโดยสารประจำทาง ที่จำเป็นต้องกำกับดูแล ควบคุมคุณภาพรถประจำทาง รวมถึงการกำหนดวงเงินชดเชยเยียวยาที่เหมาะสมสำหรับผู้โดยสารรถประจำทางเพิ่มเติม ซึ่งส่วนนี้อาจเป็นช่องทางที่มีความเป็นไปได้สูง โดยอาจกำหนดให้รถโดยสารประจำทางมีประกันภาคสมัครใจ หรือมีการเพิ่มวงเงินคุ้มครองเพิ่มเติมจาก พรบ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ก็จะทำให้ผู้โดยสารรถประจำทางสาธารณะได้รับการคุ้มครองที่ทันท่วงทีและเหมาะสมมากขึ้น
 


กลับขึ้นด้านบน