"ทูตวีรชัย" กับแรงกดดัน "การเมือง"

"ทูตวีรชัย" กับแรงกดดัน "การเมือง"

"ทูตวีรชัย" กับแรงกดดัน "การเมือง"

รูปข่าว : "ทูตวีรชัย" กับแรงกดดัน "การเมือง"

ความสนใจอยากรู้จักในตัวคุณวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ส หัวหน้าทีมกฎหมายฝ่ายไทยในคดีปราสาทพระวิหารมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งได้ติดตามเนื้อหาในช่วงการแถลงปิดการชี้แจงยิ่งได้เห็นความมั่นอกมั่นใจ แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ต้องเผชิญแรงกดดันทางการเมือง ในฐานะข้าราชการประจำอย่างน้อย 2 ครั้งใหญ่

เต็มไปด้วยลูกล่อลูกชนในเชิงภาษา และเนื้อหาในการสรุปการชี้แจงด้วยวาจาต่อศาลโลกของวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าทีมทนายความฝ่ายไทยที่ย้ำหลายครั้งว่า จุดยืนของกัมพูชากลับไปกลับมา และร้องขอต่อศาลโลกไม่ควรรับตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505

ก่อนชี้แจงในรอบที่สอง ทูตวีรชัยระบุว่าสนุกว่ารอบแรกแน่ๆ และจะสู้เต็มที่ ขณะที่ทูตวีรชัยได้รับการกล่าวถึงเรื่องความโดดเด่นในการทำงาน โลกสื่อสังคมส่งต่อเอกสารภายในกระทรวงการต่างประเทศ ลงวันที่ 9 กันยายน 2554 ขอตัดนายวีรชัย พลาศรัย ออกจากคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงชื่อโดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อถูกถามเรื่องนี้วันนี้นายสุรพงษ์ปฏิเสธ


 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า มีท่านทูตอีกคนดูแลเรื่องเจบีซี โดยนายวีระชัยดูแลคดีปราสาทพระวิหาร และยอมรับว่า ทีมกฎหมายภายใต้การนำของนายวีรชัยเป็นทีมที่ดีที่สุด อีกด้านหนึ่งวันนี้ ส.ส. ประชาธิปัตย์ ชื่นชมบทบาทของทีมกฎหมายไทย และย้ำว่าบทบาทของข้าราชการประจำมีความสำคัญ และฝ่ายการเมืองควรรักษาระยะห่าง

แรงกดดันทางการเมืองต่อนายวีระชัยเรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้ในช่วงนายนพดล ปัทมะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พยายามออกแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก สื่อรายงานว่าในฐานะอธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ ขณะนั้น นายวีระชัย พยายามคัดค้าน จากนั้นถูกสั่งย้ายเป็นเอกอัครราชทูตประจำกระทรวง ในช่วงของอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เดือนพฤษภาคม ปี 2551

นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศขณะนั้น เขียนจดหมายด้วยลายมือที่กำลังได้รับการส่งต่อในสื่อสังคมอย่างมากในขณะเช่นกันว่า ไม่เห็นด้วยกับการสั่งย้ายทูตวีรชัย 3 เดือนถัดมาเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจัยว่า แถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชาต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 นายนพดล ลาออก

นายเตช บุนนาค ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และได้เสนอย้ายทูตวีรชัย กลับไปเป็นอธิบดีกรรมสนธิสัญญาในเดือนสิงหาคม 2551 เพื่อเป็นฝ่ายกฎหมายของคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทยกัมพูชา ในยุคเปลี่ยนรัฐบาล เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เดือนมีนาคม 2552 ได้แต่งตั้งนายวีรชัย ไปเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก เพื่อเตรียมการต่อสู้เชิงกฎหมายกับกัมพูชา กรณีที่นายวีรชัยถูกสั่งย้ายจากอธิบดีกรมสนธิสัญญา นายนพดลปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา โดยบอกว่าเป็นการโยกย้ายข้าราชการตามปกติ

เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 3 ปีก่อนหน้าที่จะมีหนังสือลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบันว่า ให้ถอดนายวีรชัย จาก JBC โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ปฏิเสธด้วยเหตุผลเดียวกันว่าเป็นการโยกย้ายตามปกติ


กลับขึ้นด้านบน