การส่งออกดอกกล้วยไม้ต้องชะงักเพื่อป้องกันการขาดทุนเนื่องจากค่าเงินบาทแข็ง

การส่งออกดอกกล้วยไม้ต้องชะงักเพื่อป้องกันการขาดทุนเนื่องจากค่าเงินบาทแข็ง

การส่งออกดอกกล้วยไม้ต้องชะงักเพื่อป้องกันการขาดทุนเนื่องจากค่าเงินบาทแข็ง

รูปข่าว : การส่งออกดอกกล้วยไม้ต้องชะงักเพื่อป้องกันการขาดทุนเนื่องจากค่าเงินบาทแข็ง

การส่งออกดอกกล้วยไม้ต้องชะงักเพื่อป้องกันการขาดทุนเนื่องจากค่าเงินบาทแข็ง ผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ของไทยหลายราย ต้องยกเลิกการส่งออกไปยังตลาดหลักโดยเฉพาะญี่ปุ่น และเสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับประเทศคู่แข่ง หลังได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้

ลูกจ้างในฟาร์มกล้วยไม้แห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม กำลังเร่งตัดดอกกล้วยไม้เพื่อให้ทันส่งบริษัทรับซื้อที่เริ่มกลับมามีคำสั่งซื้อสินค้าอีกครั้ง หลังไร้ยอดสั่งซื้อมานานหลายเดือน เจ้าของฟาร์มกล้วยไม้รายหนึ่ง บอกว่ายอดสั่งซื้อกล้วยไม้จะมีมาวันต่อวันจึงไม่สามารถวางแผนการขายล่วงหน้าได้ และผลผลิตกว่าร้อยละ 90 จะส่งให้กับบริษัทส่งออก เมื่อการส่งออกชะงักก็จะได้รับผลกระทบทันที

กล้วยไม้ไทย ถือเป็นดอกไม้ส่งออกอันดับต้นๆ ของประเทศ มีปริมาณการส่งออกเฉลี่ย ปีละ500 ล้านช่อ คิดเป็นมูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด คือ ประเทศญี่ปุ่น คิดเป็นร้อยละ 20 รองลงมาคือ สหรัฐเมริกา ร้อยละ18 จีน ร้อยละ 10 และ อิตาลี ร้อยละ 8

ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันเมื่อเทียบอัตราค่าเงินของประเทศอื่นๆ กับเงินเยนของประเทศญี่ปุ่น พบว่า เงินบาทแข็งค่าสูงสุด ถึงร้อยละ 24.7 ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างจีนแข็งค่าร้อยละ15.79 มาเลเซีย 15.15 เวียดนาม ร้อยละ 14.36 และสิงคโปร์ ร้อยละ 13.6 นายเจตน์ มีญาณเยี่ยม นายกสมาคมผู้ส่งออกกล้วยไม้ไทย ระบุว่า ผู้ส่งออกกล้วยไม้ซึ่งส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่นเป็นหลักจะได้รับผลกระทบ 2 เท่า และมีโอกาสสูญเสียตลาดญี่ปุ่นให้กับประเทศคู่แข่งเพราะไทยต้องงดหรือชะลอการส่งออกเพื่อป้องกันการขาดทุน

นายเจตน์ กล่าวว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมต่อการส่งออกควรจะอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรัฐบาลไม่ควรนิ่งเฉย เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นขณะนี้คาดว่าจะทำให้การส่งออกกล้วยไม้ในปีนี้มูลค่าลดลงไปถึงร้อยละ 27

นายจารึก สิงหปรีชา ผู้อำนวยการศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 1ที่ผ่านมาการแข็งค่าของเงินบาททำให้การส่งออกสินค้าเกษตรลดลงแล้วร้อยละ 4.28 คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 7,700 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการที่ชัดเจนก่อนผลกระทบจะขยายมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจะต้องพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ


กลับขึ้นด้านบน