"นิด้าโพล"เผยประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับเพศที่ 3

"นิด้าโพล"เผยประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับเพศที่ 3

"นิด้าโพล"เผยประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับเพศที่ 3

รูปข่าว : "นิด้าโพล"เผยประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับเพศที่ 3

นิด้าโพลเผยผลสำรวจพบว่าประชาชน ร้อยละ 88.49 สามารถยอมรับได้หากมีเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานในองค์กรเป็นเพศที่ 3 เพราะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ขณะที่ร้อยละ 77.56 ยอมรับได้ ถ้ามีสมาชิก หรือคนในครอบครัวเป็นเพศ ที่ 3 เพราะคนเราไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่ร้อยละ 43.53 ไม่เห็นด้วย กับการเปลี่ยนคำนำหน้านาม ของเพศที่ 3 เพราะจะทำให้เกิดความสับสนและวุ่นวายในสังคม

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “สังคมไทยคิดอย่างไรกับเพศที่ 3 ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15 – 16 พฤษภาคม 2556 จากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,252 หน่วยตัวอย่าง กระจายทุกระดับการศึกษา ทุกอาชีพ เกี่ยวกับการยอมรับเพศที่ 3 ในสังคมไทย โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standard Error: S.E.) ไม่เกิน ร้อยละ 1.4

จากผลการสำรวจ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 88.49 สามารถยอมรับได้หากมีเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานในองค์กรเป็นเพศที่ 3 เพราะไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ขอแค่เป็นคนดี บางคนเก่ง และมีความรู้ความสามารถ สังคมไทยเปิดกว้างและยอมรับมากขึ้น รองลงมา  ร้อยละ 8.79  ที่ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะเป็นการฝืนธรรมชาติ ส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กร  และร้อยละ 2.72 ไม่แน่ใจ เมื่อถามว่าหากมีสมาชิกหรือคนในครอบครัว เป็นเพศที่ 3 จะยอมรับได้เหรอไม่ ประชาชน ร้อยละ 77.56  ยอมรับได้ เพราะคนเราไม่สามารถเลือกเกิดได้ ในเมื่อเกิดมาแล้วต้องทำใจยอมรับ  เพศไม่ได้บ่งบอกว่าใครเป็นคนดีหรือไม่ดี ขอแค่เป็นคนดี รองลงมา ร้อยละ 17.25 ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะผิดกฎธรรมชาติ ต้องการผู้สืบทอดสกุล และมีพฤติกรรมบางอย่างที่สะดุดตาผู้คนทำให้ทำใจยอมรับไม่ได้ และ ร้อยละ 5.19 ไม่แน่ใจ

เมื่อถามถึงว่าควรอนุญาตให้เพศที่ 3 สามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้หรือไม่ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 43.53  ระบุไม่เห็นด้วย เพราะ เป็นสิ่งที่ระบุเพศและสถานภาพการสมรส อาจทำให้เกิดความสับสนและวุ่นวายในสังคม โดยเฉพาะการติดต่อกับทางหน่วยงานต่างๆ ถ้าจะเปลี่ยนควรเปลี่ยนคำนำหน้าที่บ่งบอกว่าเป็นเพศที่ 3 ที่ไม่ใช่นาย นาง นางสาว  ร้อยละ 42.01 เห็นด้วย เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล สังคมมีการเปิดกว้างมากขึ้น และเมื่อถามว่าเห็นด้วยกับการอนุญาตให้เพศที่ 3สามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้  ร้อยละ 92.97 ระบุว่า สาวประเภทสองที่แปลงเพศแล้วสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ รองลงมา ร้อยละ 81.75 เป็นทอมที่แปลงเพศแล้ว ร้อยละ 25.48 เป็นสาวประเภทสองที่ยังไม่แปลงเพศ  และร้อยละ 25.29 ทอมที่ยังไม่แปลงเพศ

ท้ายสุดเมื่อถามถึงการออกกฎหมายยอมรับการจดทะเบียนคู่ชีวิต (สมรส) ของบุคคลเพศเดียวกัน พบว่า ร้อยละ 52.96 เห็นด้วย เพราะจะได้เป็นสิ่งยืนยันถึงสิทธิต่างๆ จะได้สมหวังทั้งสองฝ่าย และต่างประเทศเปิดโอกาสในเรื่องนี้มาก รองลงมา ร้อยละ 33.87 ไม่เห็นด้วย เพราะอาจจะมีปัญหาตามมาภายหลัง และการจดทะเบียนไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงความรักเสมอไป บางคนสามารถอยู่ด้วยกันได้โดยที่ไม่ต้องจดทะเบียน และร้อยละ 13.18 ไม่แน่ใจ

ทั้งนี้รองศาสตราจารย์ ดร.จุรี  วิจิตรวาทการ อาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ และประธานศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับผลการสำรวจในครั้งนี้เพิ่มเติมว่า “ในอดีตมิได้มีการกีดกันหรือดูถูกเพศที่ 3 แต่อย่างใด แต่จะไม่ยอมรับหากมีบทบาทในสังคมมากขึ้น และจากผลการสำรวจ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย เมื่อเปรียบเทียบกับอดีตเรื่องของการยอมรับของเพศที่3  ทั้งนี้การยอมรับในเรื่องที่ไกลตัวถือว่าเป็นเรื่องปกติที่จะยอมรับได้มากกว่าเรื่องที่ใกล้ตัว ซึ่งจะเห็นได้จากผลสำรวจในเรื่องของการที่มีเพศที่ 3 เป็นสมาชิกในครอบครัว สัดส่วนของผู้ที่สามารถยอมรับได้ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนเรื่องของการเปลี่ยนคำนำหน้านามหรือการจดทะเบียนสมรสของบุคคลเพศที่ 3  ได้มีการเรียกร้องสิทธิตรงนี้มาหลายครั้งแล้ว ถือว่าเป็นมิติใหม่และเปิดมุมมองให้เข้าใจถึงความต้องการในสิทธิเสรีภาพและสิทธิส่วนบุคคลของกลุ่มนี้มากขึ้น ซึ่งเป็นนิมิตหมายอันดีในการกำหนดนโยบายเชิงขับเคลื่อนของสิทธิ เสรีภาพ ความเป็นธรรม เพราะกลุ่มเพศที่ 3 ซึ่งมีข้อจำกัดของสิทธิหรือเกิดแรงกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วยสภาพทางร่างกายและคำนำหน้าที่ไม่ตรงกัน อาทิเช่น การทำหนังสือเดินทาง เป็นต้น เพราะในต่างประเทศก็มีกฎหมายรองรับในการเปลี่ยนคำนำหน้านามให้สอดคล้องกับสภาพทางร่างกายที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะผู้ที่แปลงเพศแล้ว แต่สำหรับการจดทะเบียนสมรสกับเพศเดียวกัน ส่วนตัวเห็นว่าอาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ และต้องใช้ระยะเวลา เพราะถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงกระทันหันอาจจะเกิดการต่อต้านได้ ฉะนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่ผู้กำหนดนโยบายจะหันมาให้ความสนใจในการขับเคลื่อนเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของกลุ่มเพศที่ 3  ที่จะได้รับในสังคมระบอบประชาธิปไตย ตามข้อบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ ที่ระบุว่า “ทุกคนมีสิทธิเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ”


กลับขึ้นด้านบน